thansettakij
thansettakij
“ปริญญา” สรุปข้อกฎหมาย 4 มาตรา ชี้ “ประธาน กสทช.” ขาดคุณสมบัติ สิ้นสุดหน้าที่แล้ว

“ปริญญา” สรุปข้อกฎหมาย 4 มาตรา ชี้ “ประธาน กสทช.” ขาดคุณสมบัติ สิ้นสุดหน้าที่แล้ว

18 ก.ค. 69 | 08:54 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ก.ค. 69 | 09:19 น.

ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล สรุปข้อกฎหมาย 4 มาตราตาม พ.ร.บ.กสทช. ชี้ชัดสถานะประธาน กสทช. ของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ สิ้นสุดลงแล้ว เหตุขาดคุณสมบัติและต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

KEY

POINTS

  • รศ.ดร.ปริญญา ชี้ว่าประธาน กสทช. (นพ.สรณ) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 8(2) แห่ง พ.ร.บ.กสทช. เนื่องจากไม่ได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งถือเป็นการ "สละสิทธิ์" ตามมาตรา 18
  • การขาดคุณสมบัติดังกล่าวมีผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่งย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2565 ตามมาตรา 20 ของกฎหมาย
  • นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้ประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
  • การปฏิบัติหน้าที่และการลงมติต่างๆ ที่ผ่านมาไม่เป็นโมฆะ เนื่องจาก พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 19 ได้บัญญัติคุ้มครองไว้

เมื่อวันที่ 18 กรกฏาคม 2569  หลังจากคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยลงมติเมื่อวันที่ 17 กรกฏาคม ที่ผ่านมานั้น

ล่าสุด รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความที่เพจ Prinya Thaewanarumitkul ว่า สรุปข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ ประธาน กสทช. พ้นตำแหน่งแล้วหรือไม่  ลงมติ 4 ปีที่ผ่านมาโมฆะไหม แล้วต้องดำเนินการอย่างไรต่อ

ประเด็นเรื่องนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ถูกคณะกรรมการสรรหาลงมติว่า “ขาดคุณสมบัติ” เนื่องจากถือว่า “สละสิทธิ์” (ที่จะได้รับการโปรดเกล้าให้เป็น กสทช.) มีผลทางกฎหมายอย่างไร ? ต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป? ที่จริงแล้วมีมาตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องเพียง 4-5 มาตราเท่านั้น ซึ่งผมขออธิบายแบบให้เข้าใจง่ายที่สุด ดังนี้

1. นายแพทย์สรณ ขาดคุณสมบัติอย่างไร และทำไมกรรมการสรรหาใช้คำว่า “สละสิทธิ์”?

พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (เรียกสั้นๆ ว่า พรบ.กสทช.) มาตรา 8(2) บัญญัติว่า กรรมการต้อง “ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ” 

หากใครมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรานี้ มาตรา 18 กำหนดว่า เมื่อได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็น กสทช. แล้ว “ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วนั้นต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด” ทั้งนี้ ต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะทูลเกล้า โดยหากไม่มีการแสดงหลักฐานภายในเวลาที่กำหนด มาตรา 18 ใช้คำว่า “ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ” ก็คือสละสิทธิ์ที่จะได้เป็น กสทช. 

มาตรา 18

มาตรา 8 พ.ร.บ.กสทช.

 

กรณีของนายแพทย์สรณนั้น ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็น กสทช. เมื่่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ประธานวุฒิสภา ได้กำหนดให้ลาออกจากการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐภายในวันที่ 10 มกราคม 2565 แม้ นายแพทย์สรณ จะได้ลาออกจากมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว แต่ยังเป็น ”นายแพทย์ได้ค่าตอบแทนรายชั่วโมง“ ทำให้นายแพทย์สรณจึงยังคงมีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” ของหน่วยงานรัฐ และดังนั้นจึงขาดคุณสมบัติตามมาตรา 8(2) และเท่ากับ “สละสิทธิ์” ที่จะได้รับการโปรดเกล้าให้เป็น กสทช.

มติของคณะกรรมการสรรหาที่ใช้คำว่า “นายแพทย์สรณสละสิทธิ์” จึงเป็นการใช้ถ้อยคำตามมาตรา 18 นี้เอง อย่างไรก็ตามได้มีการทูลเกล้าและโปรดเกล้าแต่งตั้งไปแล้ว จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อ?

2. ขาดคุณสมบัติแล้วพ้นตำแหน่งทันทีหรือไม่ ต้องมีการทูลเกล้าให้พ้นตำแหน่งหรือไม่ ใครต้องทูลเกล้า?

เมื่อ นายแพทย์สรณ สละสิทธิ์ จึงเท่ากับว่านายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ทูลเกล้าบุคคลที่ขาดคุณสมบัติ อย่างไรก็ตาม พรบ.กสทช. ไม่ถือว่าพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายแพทย์สรณ เป็นโมฆะ เนื่องจากว่ามีมาตรา 20 บัญญัติไว้ว่า ถ้า กสทช. ที่โปรดเกล้าแต่งตั้งไปแล้วคนใดขาดคุณสมบัติก็ให้ดำเนินการตามมาตรา 20 วรรคสองคือ “ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง” 

มาตรา 20

กรณี นายแพทย์สรณ นั้น ขาดคุณสมบัติเพราะฝ่าฝืนมาตรา 8 (2) คือ ยังคงเป็นลูกจ้างหน่วยงานรัฐจนเลยกำหนดเวลา ซึ่งเป็นเหตุในการพ้นตำแหน่งตามมาตรา 20 (5) โดยต้องมีการทูลเกล้าเพื่อให้ทรงโปรดเกล้าให้พ้นตำแหน่งโดยผู้ทูลเกล้า คือ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ กสทช. (มาตรา 5) และ เป็นผู้ทำหน้าที่ทูลเกล้าให้ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้ง กสทช. (มาตรา 16)

3. นายแพทย์สรณ จะต้องพ้นตำแหน่งตั้งแต่เมื่อใด?

มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า พระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งนั้น “ให้มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือวันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน แล้วแต่กรณี” นายแพทย์สรณ ฝ่าฝืนมาตรา 8(2) คือ เป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐจนเลย วันที่ 10 มกราคม 2565 นายแพทย์สรณ จึงต้องพ้นตั้งแต่วันที่ฝ่าฝืนก็คือ วันที่ 11 มกราคม 2565 เป็นต้นมา คือพ้นตำแหน่ง กสทช. ตั้งแต่ยังไม่ได้เป็น กสทช. เลย

4. การใช้อำนาจหน้าที่ 4 ปีที่ผ่านมาโมฆะหรือไม่

เมื่อพ้นตำแหน่ง กสทช. มาตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นก็คงต้องคืนค่าตอบแทนตั้งแต่เดือนแรกที่ดำรงตำแหน่ง แต่เรื่องใหญ่กว่า คือการใช้อำนาจและทำหน้าที่ต่างๆ อาทิ การลงมติ การเซ็นคำสั่งต่าง ๆ จะเป็นโมฆะไปทั้งหมดหรือไม่? เพราะถ้าโมฆะไปทั้งหมดจะเป็นเรื่องใหญ่มาก (แม้ว่าหลาย ๆ มติควรจะเป็นโมฆะ) แต่เนื่องนี้พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพ.ศ. 2539 ได้บัญญัติเอาไว้ไว้ที่มาตรา 19 คือ

“มาตรา 19 ถ้าปรากฏภายหลังว่าเจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือการแต่งตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุให้ผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งเช่นว่านี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่”

คือ มาพบว่าขาดคุณสมบัติและพ้นตำแหน่งในภายหลัง “ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่” ดังนั้น เมื่อมีกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนเช่นนี้ทำให้เรื่องนี้ไม่มีประเด็นอีกต่อไป (อาจจะมีแค่บางเรื่องที่มีปัญหา)

สรุป: นายแพทย์สรณ ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 8 (2) ประกอบมาตรา 18 จึงต้องพ้นตำแหน่งตามมาตรา 20 โดย นายกรัฐมนตรีจะต้องทูลเกล้าเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นตำแหน่งฝ่ายเลขาธิการ กสทช. ก็ต้องแจ้งนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว แต่ถ้าเลขาธิการ กสทช. ไม่แจ้งการการสรรหาก็แจ้งเองได้ หรือนายกรัฐมนตรีเมื่อทราบข่าวก็เรียกเอกสารมาดูและดำเนินการได้เลย

เรื่องนี้คาราคาซังมา 4 ปีแล้ว และ เป็นปัญหาใหญ่ของ กสทช. มาโดยตลอด คุณอนุทิน จึงควรรีบทูลเกล้าให้พ้นตำแหน่ง ภารกิจ กสทช. เรื่องกิจการกระจายเสียงโทรทัศน์ทั้งหลายที่หยุดอยู่กับที่มาหลายปี จะได้เดินหน้าต่อเพื่อประโยชน์ประชาชนเสียที.