
'ภราดร' แจงปรับลดงบจังหวัดหมื่นล้าน เหตุพบ 90% ซ้ำซ้อนงานถนน-แหล่งน้ำ
'ภราดร' ชี้แจงประเด็นปมปรับลดงบประมาณท้องถิ่น ยืนยันภาพรวมงบประมาณปี 70 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปรับเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาแต่มีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์จัดสรรเงินอุดหนุนเฉพาะกิจเพื่อสร้างความเป็นธรรม
KEY
POINTS
- ภราดร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงเหตุผลการตัดงบจังหวัดหลายหมื่นล้านบาท เนื่องจากพบว่า 80-90% ของโครงการเป็นการสร้างถนนและแหล่งน้ำ ซึ่งซ้ำซ้อนกับภารกิจของหน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบโดยตรง
- รัฐบาลได้กำหนดเกณฑ์การใช้งบจังหวัดขึ้นใหม่ โดยให้มุ่งเน้นโครงการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้จังหวัด เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยว แทนการทำโครงการที่ซ้ำซ้อนและผิดวัตถุประสงค์
- การลดงบจังหวัดไม่ขัดต่อนโยบายกระจายอำนาจ เพราะเป็นเพียงการ "แบ่งอำนาจ" แต่รัฐบาลได้เพิ่มงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งเป็นการ "กระจายอำนาจ" ที่แท้จริง
30 มิถุนายน 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงปมการปรับลดงบของสำนักงบประมาณในส่วนของงบจังหวัดซึ่งถูกตั้งคำถามจากสส. โดยนายภราดร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมาหลายปีงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โครงการที่เกิดขึ้นในจังหวัดทั่วประเทศและกลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ ประมาณ 80-90% เป็นงานถนน เป็นงานแหล่งน้ำขนาดเล็กซึ่งวัตถุประสงค์ของงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะทำโครงการแบบนี้
วัตถุประสงค์ของงบจังหวัด ตั้งเอาไว้เพื่อที่จะให้จังหวัดได้ไปคิดแผนในการพัฒนาและทำให้จังหวัดมีการเติบโตอย่างมั่นคง ไปคิดแนวทางว่า จะทำยังไงให้ประชาชนในจังหวัดมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีงานทำหรือไปจัดทำโครงการที่เป็นประโยชน์ที่เป็นโครงสร้างขนาดใหญ่เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับจังหวัดมากขึ้น แต่งบประมาณที่ตั้งมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาซึ่งจะเห็นในข้อสังเกตของกรรมาธิการงบประมาณทุกปีว่า การทำถนนและการทำแหล่งน้ำขนาดเล็กไม่ตอบโจทย์เพราะถนนหรือแหล่งน้ำมีหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี อาจจะบอกว่า ทางหลวงหรือทางหลวงชนบทมีงบประมาณที่จำกัดและไม่สามารถทำทุกเส้นที่เป็นความต้องการของประชาชนได้แต่เขาสามารถที่จะเรียงลำดับความสำคัญของโครงการได้ว่า โครงการไหนมีความเร่งด่วนและโครงการไหนที่มีความเสียหายที่จำเป็นต้องเร่งรัดทำในปีงบประมาณนั้น ๆ แต่โครงการที่เร่งด่วนกลับไม่ถูกใส่ไว้ในลำดับความสำคัญลำดับต้นๆ ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ ทางหลวงและทางหลวงชนบท แต่กลับเอาไปซุกไว้ที่งบจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดซึ่งไม่ตอบโจทย์
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทางรัฐบาล ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว รัฐบาลอนุทิน 1 มีการประชุมคณะกรรมการที่เรียกว่า กนบ. ขึ้น มีท่านเอกนิติ เป็นประธาน ได้กำหนดเกณฑ์กันใหม่ เชิญมหาดไทยเข้ามาหารือ เชิญส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาหารือแล้ววางกติกากันใหม่ว่า ต่อไปนี้งบจังหวัดกับกลุ่มจังหวัดจะไม่เอาไปทำในภารกิจที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว
ยกตัวอย่าง ถนนเป็นความรับผิดชอบของกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท หรือแหล่งน้ำก็เป็นภารกิจของกรมชลประทาน ในจังหวัดมีการคุยกันถึงยุทธศาสตร์จังหวัด เพราะฉะนั้น มั่นใจว่า ถ้าจัดลำดับความสำคัญดี ๆ โครงการไหนที่มีความเสียหายหรือมีความเร่งด่วนที่จะต้องได้รับการบำรุงรักษาเขาจะต้องจัดลำดับไว้ให้อยู่ในลำดับต้นของหน่วยงานนั้น ๆ แทนที่จะเอามาซุกไว้ในงบจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด
ส่วนงบจังหวัด กลุ่มจังหวัด เอาไปทำอย่างอื่น อาทิ โครงการที่พัฒนาจังหวัดแบบยั่งยืน โครงการที่เอาไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแบบยั่งยืนเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน เพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนในจังหวัดนั้น ๆ ไม่ใช่มาอ้างกันว่า ถนนคือการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หรือการติดไฟโซลาร์เซลล์ เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแล้วก็ไปใช้งบจังหวัดแบบผิดวัตถุประสงค์ซึ่งรัฐบาลนี้ไม่ยอมให้เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมต้องตัดลดงบประมาณของจังหวัดลงไปถึงหลายหมื่นล้านบาท
กระทรวงที่ได้รับผลกระทบที่สุดก็คือ กระทรวงมหาดไทยของท่านนายกฯ ที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยแต่ท่านก็ยืนยันในหลักการและยอมที่จะให้สำนักงบประมาณตัดลดงบประมาณตามหลักเกณฑ์ที่ทาง กนบ. ได้กำหนดไว้ใหม่
ยืนยันงบ อปท. ปี 2570 เพิ่มขึ้นและกระจายสู่พื้นที่เล็กอย่างเป็นธรรมเท่าเทียม
กรณีที่บอกว่า การตัดลดงบประมาณจังหวัดไม่ตอบโจทย์กับการกระจายอำนาจที่รัฐบาลพยายามที่จะกระจายอำนาจลงไป ประเด็นนี้คิดว่า เรื่องการกระจายอำนาจคงจะต้องมาเปิดคอร์สสอนหลักสูตรกระจายอำนาจ 101 กันใหม่ เนื่องจากงบจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดไม่ใช่การกระจายอำนาจ การกระจายอำนาจ หมายถึง การกระจายอำนาจลงไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเอางบลงไปที่จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดอย่างนี้ไม่เรียกการกระจายอำนาจ เขาเรียกว่า "แบ่งอำนาจ" อำนาจก็ยังกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง อยู่ที่มหาดไทย ถ้าจะกระจายอำนาจต้องลงไปที่ท้องถิ่น
ทั้งนี้ เรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการกระจายอำนาจอย่างเท่าเทียม งบประมาณภาพรวมของท้องถิ่นปีนี้ไม่ได้ลดลงเหมือนกับหน่วยงานอื่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่เพิ่มขึ้นถึงสิ่งที่พวกเราคาดหวัง คือ 35% แต่ตัวเลขเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วแน่นอน
"ทำไมถึงดันเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เพิ่มขึ้นมากกว่านี้ไม่ได้ เมื่อวานนี้ได้อธิบายไปแล้วถึงข้อจำกัดของงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่ก็ยืนยันกับท่านประธานว่า การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเป็นหัวใจหลักของรัฐบาลนี้เช่นเดียวกัน และไม่ใช่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นแบบที่เคยทำกันมา
ปีนี้การกระจายตัวของงบประมาณที่ลงไปสู่ท้องถิ่นมีอย่างเป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งสมัยที่ท่านประธานเป็นรองนายกฯ และดูแลคณะกรรมการกระจายอำนาจได้วางหลักเกณฑ์เอาไว้ว่า ท้องถิ่นขนาดใหญ่หรือท้องถิ่นที่มีรายได้มาก ท้องถิ่นที่มีเงินสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก การอุดหนุนเงินที่เรียกกันว่า เงินอุดหนุนเฉพาะกิจจะอุดหนุนลงไปน้อย
"เราอยู่ใกล้ชิดกับท้องถิ่น จะได้ยินเสียงถามหรือเสียงบ่นดัง ๆ จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ เช่น เทศบาลเมือง เทศบาลนคร ที่เป็นท้องถิ่นขนาดใหญ่ได้รับงบประมาณจัดสรรลดลงในขณะที่ท้องถิ่นขนาดเล็ก คือ เทศบาลตำบลได้รับจัดสรรเพิ่มขึ้นแทบจะทุกตำบล เพราะนี่ คือ รากฐานที่ท่านประธานได้วางเอาไว้ ตอนสมัยท่านประธานเป็นรองนายกฯ ที่กำกับดูแลคณะกรรมการกระจายอำนาจ หรือ กกถ. ซึ่งไปวางเกณฑ์ร่วมกับทางสำนักงบประมาณเอาไว้เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในการกระจายเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่น
ไม่ใช่ "มือใครยาวสาวได้สาวเอา" ใครมีความใกล้ชิด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไหนมีความใกล้ชิด กับ สถ. มากก็ได้รับจัดสรรมาก หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไหนมีความใกล้ชิดกับสำนักงบประมาณมากหน่อยก็ได้รับจัดสรรมากกว่าแบบนี้รัฐบาลนี้ไม่ทำ"
แจงงบกลางปี 2570 เพิ่ม 6 หมื่นล้าน ไม่ใช่งบใช้จ่ายตามอำเภอใจ แต่เป็นภาระบำเหน็จ-บำนาญและเงินสมทบ กบข.
พร้อมกล่าวชี้แจงประเด็นการจัดสรรงบกลางที่ถูกวิพากวิจารณ์ว่าปีนี้ขยับเพิ่มขึ้นโดยยอมรับว่า งบกลางที่เพิ่มขึ้นจาก 630,000 ปีที่แล้ว ปีนี้ขยับเป็น 690,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60,000 ล้านบาทนั้น ในส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่ใช่อยู่แต่เฉพาะที่รัฐบาลสามารถเอาไปจัดสรร เอาไปทำโครงการฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนแต่เพิ่มเพียงแค่ 1,000 ล้านบาทเท่านั้นเทียบกับตัวเลข 1% เท่านั้นที่เพิ่มขึ้นมา โดยในส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นส่วนของเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ 24,000 ล้านบาท ที่ให้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเนื่องจากรัฐบาลเห็นว่า ทุกปีที่สำนักงบประมาณตั้งงบประมาณมานั้น ส่วนนี้ไม่เคยพอรัฐบาลจึงพยายามขยับให้เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะไม่ให้รัฐ ในท้ายที่สุดจะสิ้นสุดปีงบประมาณต้องไปหยิบเงินคงคลังมาใช้
ส่วนที่ 2 เงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชย ของข้าราชการ คือ เงินที่จะไปชดเชยตามกฎหมาย กบข.ซึ่งล้อกับบำเหน็จ บำนาญ เบี้ยหวัดต้องขยับเพิ่มขึ้นเพราะกฎหมาย กบข. กำหนดว่า เงินสำรองของ กบข. จะต้องมีจำนวนที่เพียงพอ หากไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องสมทบเข้าไป
ส่วนเงินรักษาพยาบาล ปีนี้ตั้งไว้ 90,000 กว่าล้านเท่ากับปีที่แล้ว ระบบสาธารณสุข ระบบการรักษาพยาบาลของประเทศมีอยู่ 3 ก้อนใหญ่ ๆ ด้วยกัน ต้องแก้ทั้งระบบ ไม่เช่นนั้น เงินก้อนนี้จะโตขึ้น เช่นเดียวกับเงิน สปสช.ที่ปีนี้ก็เพิ่มมาอีก 20,000 - 30,000 ล้านบาท เงินส่วนของรักษาพยาบาลภาครัฐของข้าราชการ 90,000 กว่าล้านแต่ใช้จริงแสนกว่าล้าน
ถามว่า ทำไมปีนี้ไม่ตั้งให้เป็นแสนกว่าล้านเพราะพวกผมต้องการจะแคปเอาไว้ไม่ให้เกินเท่านี้และกำลังจะหาวิธีการว่า จะทำยังไงที่จะลดสวัสดิการตรงนี้ลงอาจจะหาแนวทางเหมือนอย่างที่ท่านสกลธีพูดก็ได้ ต่อไปเรื่องสวัสดิการ อาจมีการซื้อประกันโดยรัฐบาลลงทุนซื้อประกันให้กับข้าราชการทุกคน ข้าราชการมี 3 ล้านคนจะใช้เงินแค่ 3-4 หมื่นล้าน ลดไปอีก 6-7 หมื่นล้าน เป็นต้น







