thansettakij
thansettakij
'ศิริกัญญา' ชำแหละงบปี 70 'ฝีแตก' คลังวิกฤต หนี้สาธารณะจ่อทะลุ 70%

'ศิริกัญญา' ชำแหละงบปี 70 'ฝีแตก' คลังวิกฤต หนี้สาธารณะจ่อทะลุ 70%

29 มิ.ย. 69 | 05:28 น.
อัปเดตล่าสุด :29 มิ.ย. 69 | 05:30 น.

"ศิริกัญญา ตันสกุล" เปิดแผลลึกงบประมาณปี 70 ชี้วิกฤต "ฝีแตก" รัฐซุกปัญหา รายจ่ายประจำพุ่งชนเพดาน เตือนหากเศรษฐกิจโตไม่ถึงเป้า หนี้สาธารณะทะลุ 70% ทันที

KEY

POINTS

  • "ศิริกัญญา" ชี้ว่างบประมาณปี 2570 สะท้อนวิกฤตการคลังที่ซ่อนไว้ไม่อยู่เปรียบเหมือน "ฝีแตก" โดยมีการตัดลดงบลงทุนสวนทางกับรายจ่ายประจำที่เพิ่มสูงขึ้น และการขาดดุลงบประมาณกลายเป็นความปกติใหม่
  • เตือนว่าหนี้สาธารณะมีความเสี่ยงที่จะพุ่งทะลุ 70% ของ GDP หากเศรษฐกิจเติบโตไม่ถึง 2.5% ซึ่งจะสร้างภาระดอกเบี้ยและกระทบความน่าเชื่อถือของประเทศ
  • วิพากษ์การจัดสรรงบกลางที่คลุมเครือ และการที่รัฐบาลพยายามหารายได้เพิ่มโดยเตรียมเก็บภาษีใหม่ เช่น ภาษีการเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการคลัง

วันที่ 29 มิ.ย. 2569 การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ด้วยวงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เปิดฉากด้วยการอภิปรายอย่างดุเดือด โดย "นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล" ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นตั้งคำถามต่อสถานะการคลังของรัฐบาล พร้อมชี้ว่างบประมาณปีนี้ สะท้อนปัญหาสะสมที่ปกปิดไว้ไม่อยู่ เปรียบเป็น “ฝีแตก” 

การขาดดุลระดับสูงกลายเป็น “ความปกติใหม่” ซึ่งมีลำดับข้อสังเกตตั้งแต่การลดงบลงทุน การเพิ่มรายจ่ายประจำ การใช้งบกลาง ไปจนถึงความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะ

ปี 70 กับการขาดดุลแบบ "New Normal" 

นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า ในวงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ชี้ให้เห็นว่าแม้รายได้จะเพิ่มขึ้นถึง 7.9 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลยังคงต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง จนการขาดดุลเกิน 3% ต่อ GDP กลายเป็น "ความปกติใหม่" (New Normal) ที่สะท้อนถึงปัญหาการคลังเรื้อรังที่รายได้ขยับตามรายจ่ายไม่ทัน

"ฝีที่ถูกบ่มหลายปี แตกแล้วในปีงบประมาณ 2570 แม้รัฐบาลจะพยายามใช้กลเม็ดทางงบประมาณปกปิด แต่สุดท้ายก็ปิดไม่มิด"

หั่นงบลงทุน-รายจ่ายพุ่ง เป็นปัญหาเรื้อรัง

โดยปีงบประมาณปีนี้สะท้อนภาพวิกฤตชัดเจน เมื่อรายจ่ายลงทุนถูกหั่นลดลงถึง 7 หมื่นล้านบาท ขณะที่รายจ่ายประจำกลับเพิ่มขึ้นสวนทางอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในส่วนของงบกลางที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการข้าราชการและดอกเบี้ยเงินกู้

"ที่ผ่านมามีการใช้วิธี "หลอกตาสภา" ด้วยการใส่ตัวเลขรายจ่ายประจำให้ต่ำกว่าความจริงแล้วไปหมุนเงินจากส่วนอื่นมาโปะ แต่ปัจจุบันไม่สามารถทำได้อีกต่อไปจึงต้องยอมใส่ตัวเลขที่ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น"

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

งบกลาง "แดนสนธยา" กับการลงทุนคลุมเครือ 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาคือการจัดสรร "งบกลาง" ซึ่งพบว่ารายการที่ระบุว่าเป็นรายจ่ายลงทุนมีความคลุมเครือสูง เช่น งบสำรองจ่ายฉุกเฉิน 1 แสนล้านบาท ถูกนับเป็นงบลงทุนถึง 6 หมื่นล้านบาททั้งที่ยังไม่มีโครงการชัดเจน

ขณะที่งบวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตกลับถูกตัดลดลงถึง 6,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่าโครงการใหม่ๆ เพื่อการพัฒนามีเพียง 300 โครงการ มูลค่าหมื่นกว่าล้านบาทเท่านั้น

เงินคงคลัง "เก๊ะสมบัติเจ้าคุณปู่" วนลูปจ่ายหนี้

ทั้งนี้ ได้เปรียบเปรยการบริหารเงินของรัฐบาลว่ากำลังติดหล่มการคลังจนต้อง "ควักเงินคงคลังมาใช้เหมือนเป็นเก๊ะสมบัติเจ้าคุณปู่" เพื่อแก้ปัญหาเงินหมุนไม่ทันจากการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังมีการลดการชำระหนี้คืนให้แก่หน่วยงานอย่าง ธกส. และประกันสังคมลงอย่างน่ากังวล ทั้งที่มีภาระหนี้สะสมมหาศาล

รีดภาษีใหม่-เสี่ยงหนี้สาธารณะพุ่งชนเพดาน

ในฝั่งรายได้ รัฐบาลตั้งเป้าจัดเก็บ 3 ล้านล้านบาท โดยหวังพึ่งภาษีน้ำมันและภาษีใหม่ๆ เช่น "ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร" (Sayonara Tax) 1,000 บาทต่อคน รวมถึงการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อย่างไรก็ตาม มีคำเตือนทิ้งท้ายว่าหากเศรษฐกิจเติบโตไม่ถึง 2.5% สัดส่วนหนี้สาธารณะจะทะลุ 70% ของ GDP ทันที และภาระดอกเบี้ยจะพุ่งสูงจนกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ

"คำแถลงของรองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีการแสดงความรับผิดชอบหรือยืดอกยอมรับว่าจะต้องมีการปรับปรุงปฏิรูปการคลัง ยังคงกอดแต่คำพูดสวยหรูว่าเรารักษา วินัยการเงินการคลัง และภูมิใจที่บริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งเพิ่ม Outlook

ถ้าเรายังคงทำกันแบบเดิม ๆ ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรมจะทำให้เลือดไหลไม่หยุด เพราะเราจัดเก็บรายได้ไม่พอที่จ่าย ไม่กู้เท่าที่จะจ่ายไหว และไม่จัดการรายจ่ายประจำที่ลดได้ยาก ในอนาคตจะกลายเป็น "หุบนรก" ที่งบประมาณประเทศจะขาดดุลในระดับสูงจนไม่เหลือเงินไปทำโครงการใหม่ ๆ เพื่อพาประเทศไปข้างหน้า" ศิริกัญญา กล่าวท้าย