
เจาะลึกสัญญาจ้าง 'แสวง บุญมี' เงื่อนไข 'ประเมินผลงาน' ชี้ชะตาเลขาฯ กกต.
เจาะลึกเอกสารสัญญาจ้างเมื่อ 'แสวง บุญมี' ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากหลังสะพัดผลประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ 60% ด้วยมติ 4 ต่อ 3 เปิดสัญญาจ้างข้อต่อข้อ เงินเดือนเท่าไหร่? ใครประเมิน? และเงื่อนไขไหนที่ระบุให้ต้องพ้นตำแหน่งทันทีแบบไร้ชดเชย หาคำตอบได้ที่นี่
KEY
POINTS
- การประเมินผลงานเลขาธิการ กกต. จะกระทำโดยคณะกรรมการ กกต. ทั้ง 7 คนเป็นประจำทุกปี โดยใช้เกณฑ์ 4 ด้านหลัก คือ ผลงานตามแผน, ผลงานตามมติ กกต., การบริหารตามหลักธรรมาภิบาล และงานเชิงสร้างสรรค์
- สัญญาจ้างกำหนดเกณฑ์คะแนนไว้อย่างชัดเจน หากผลการประเมินได้คะแนนต่ำกว่า 60% จะถือว่า "ไม่บรรลุเป้าหมาย" และเป็นเหตุให้ไม่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งต่อไป
- หากผลการประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ การให้พ้นจากตำแหน่งต้องใช้มติเสียงข้างมากของคณะกรรมการ กกต. (อย่างน้อย 4 ใน 7 เสียง)
- ในกรณีที่ต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากไม่ผ่านการประเมิน สัญญาระบุชัดเจนว่าผู้รับจ้าง (นายแสวง บุญมี) ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนหรือค่าตอบแทนอื่นใด
ในวันที่พายุการเมืองพัดเข้าหาสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างหนักหน่วง ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดไม่ใช่เพียงแค่การทำหน้าที่คุมกฎเลือกตั้งแต่อนาคตของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ผู้เป็นเสมือน "แม่บ้าน" ขององค์กร ท่ามกลางกระแสข่าวลือหนาหูว่าเขา "ไม่ผ่านการประเมิน" ผลการปฏิบัติงานประจำปีด้วยมติที่ประชุม กกต. 4 ต่อ 3 เสียง ซึ่งหากเป็นความจริง นั่นหมายถึงการก้าวเข้าสู่เขตอันตรายตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
"เป็นเรื่องของคู่สัญญา ผมจะทราบผลก็ต่อเมื่อมีการแจ้งอย่างเป็นทางการ...ผมอยู่ในฐานะผู้ถูกประเมินจึงไม่สามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการประเมินดังกล่าวได้" นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกระแสข่าวลือเพียงสั้นๆ
ขุมทรัพย์รายได้และสิทธิประโยชน์ : เงินเดือนเกือบแสนกับเงื่อนไข การอัปเลเวล
ตามสัญญาจ้างเลขที่ 3/2565 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2565 นายแสวงเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต. โดยมีวาระ 5 ปี (1 เม.ย. 2565 - 31 มี.ค. 2570) ในด้านค่าตอบแทน สัญญาข้อ 3.1 ระบุว่า นายแสวงได้รับเงินเดือนเริ่มต้นที่ 97,900 บาท (เก้าหมื่นเจ็ดพันเก้าร้อยบาทถ้วน)
นอกจากเงินเดือนพื้นฐานแล้วเขายังได้รับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เช่น เงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มพิเศษสำหรับตำแหน่งตามระเบียบ กกต. สิทธิรับเงินบำเหน็จตามที่กำหนดไว้ในระเบียบเมื่อพ้นจากตำแหน่ง
ส่วนการปรับขึ้นเงินเดือน สามารถทำได้ปีละ 1 ครั้งตามปีงบประมาณโดยพิจารณาจากผลการประเมินปฏิบัติงานซึ่งปรับเพิ่มได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินเดือนที่ได้รับแต่ต้องไม่เกินเพดานสูงสุด
ทั้งนี้ นายแสวงต้องทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนในปีงบประมาณนั้น ๆ จึงจะมีสิทธิได้รับการพิจารณา
ใครคือผู้พิพากษา? และ "4 เสาหลัก" แห่งการประเมิน
ผู้ที่มีอำนาจประเมินผลงานของนายแสวงคือ "คณะกรรมการการเลือกตั้ง" (กกต.) ทั้ง 7 ท่านโดยการประเมินจะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีภายในเดือนพฤศจิกายน (เว้นแต่มีเหตุจำเป็นให้ขยายเวลา) เกณฑ์การวัดผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจส่วนตัวแต่ถูกแบ่งเป็น 4 ด้านหลักตามสัญญาข้อ 4.3 (3) ดังนี้
- ผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงานซึ่งนายแสวงต้องเสนอแผนต่อ กกต. ภายใน 30 วันก่อนเริ่มปีงบประมาณ
- ผลการดำเนินงานตามมติ กกต. หรือหน้าที่อื่น ๆ ที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษ
- การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใสและการบริหารจัดการภายในองค์กร
- งานท้าทายและงานเชิงสร้างสรรค์ การริเริ่มสิ่งใหม่เพื่อพัฒนาสำนักงาน กกต. ให้ก้าวหน้า
ตารางคะแนนชี้ชะตาเมื่อร่วงต่ำกว่า 60% คือ "ใบแดง"
สัญญาจ้างข้อ 4.3 (5) ได้กำหนด "บรรทัดฐาน" ที่สั่นคลอนเก้าอี้ตัวนี้ไว้อย่างชัดเจนผ่านตารางระดับผลงาน:
- ได้ 90 - 100 คะแนน (ดีมาก) ดำรงตำแหน่งต่อ ปรับเงินเดือนขึ้น 7 - 10%
- ได้ 80 - ต่ำกว่า 90 คะแนน (ดี) ดำรงตำแหน่งต่อ ปรับเงินเดือนขึ้น 4 - 6%
- ได้ 70 - ต่ำกว่า 80 คะแนน (พอใช้) ดำรงตำแหน่งต่อแต่ต้องปรับปรุงงาน และปรับเงินเดือนขึ้น 1 - 3%
- ได้ 60 - ต่ำกว่า 70 คะแนน (ต้องปรับปรุง) ดำรงตำแหน่งต่อแต่ต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน และ ไม่ได้รับรับเงินเดือน
- ได้ ต่ำกว่า 60 คะแนน (ไม่บรรลุเป้าหมาย) ระบุชัดว่า "ไม่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งต่อไป"
เงื่อนไขการพ้นตำแหน่ง: ทางออกที่ไม่มีค่าชดเชย
หากตัวเลขคะแนนประเมินออกมาต่ำกว่า 60% จริงตามกระแสข่าวลือ นายแสวงจะต้องพ้นจากตำแหน่งตามสัญญาข้อ 5.1 (7) ที่ว่าด้วย "ผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างไม่ผ่านการประเมินตามข้อ 4.3
กระบวนการปลดจากตำแหน่ง
ตามสัญญามีเงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องใช้มติเสียงข้างมากโดยคณะกรรมการ กกต. ต้องมีมติให้พ้นจากตำแหน่งด้วย คะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการที่มีอยู่ คือ 4 ใน 7 เสียง
ขณะที่ สัญญาข้อ 5.2 ระบุว่า หากพ้นตำแหน่งเพราะเหตุประเมินไม่ผ่านนายแสวง ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนหรือค่าตอบแทนอื่นใดเพิ่มเติม
ปัจจุบันสถานการณ์ของนายแสวงจึงเปรียบเสมือนการยืนอยู่บนขอบเหวทางกฎหมายเมื่อมีรายงานว่า คะแนนประเมินของเขาในปีงบประมาณ 2568 ไม่ถึงเกณฑ์ และมีการส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ







