
3 กูรูสิ่งแวดล้อมชี้ทางรอด กทม. ต้องเลิกพึ่ง“หลุมฝังกลบ”ดันคัดแยกขยะ
เวทีประชาธิปัตย์ ระดม 3 ผู้เชี่ยวชาญ เสนอแก้ปัญหาขยะครบวงจร ดันพ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน ใช้กลไก Social Credit ปรับพฤติกรรมคนเมือง หนุนเทคโนโลยีเตาเผาควบคุมมลพิษ ลดพึ่งพาหลุมฝังกลบ
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ กทม. เลิกพึ่งพาหลุมฝังกลบ โดยหันมาจัดการขยะอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ผ่านการคัดแยกขยะเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน
- เสนอให้ใช้เทคโนโลยีและแรงจูงใจเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนเมือง เช่น การสร้างเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven City) และการใช้ระบบเครดิตทางสังคม (Social Credit) เพื่อส่งเสริมการคัดแยกขยะ
- แนะให้ใช้เทคโนโลยีเตาเผาขยะ ที่มีระบบควบคุมมลพิษที่ทันสมัยเป็นทางเลือกในการจัดการขยะปลายทาง แทนการฝังกลบ พร้อมผลักดันให้การกำจัดขยะเป็นบริการสาธารณะที่เน้นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม
วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาธิปัตย์ จัดงาน “กรุงเทพฟ้าใหม่ FORUM” ครั้งที่ 5 ภายใต้หัวข้อ “The Last Landfill : นับถอยหลังขยะฝังกลบ สู่อนาคตกรุงเทพฯ สีเขียว” เพื่อระดมแนวคิดแก้ปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยเน้นการลดปริมาณขยะฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุด ผ่านการจัดการตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง
ภายในงานมีผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการขยะร่วมเสวนา 3 คน ได้แก่
นายชนัมภ์ ชวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท รีไซเคิลเดย์ จำกัด
รศ.ดร.ตระการ ประภัสพงษา อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และประธานฝ่ายวิชาการ สมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย
นายสุธีร์ ฉุยฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี อินเวนชั่น เทคโนโลยี จำกัด
ดำเนินรายการโดย นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา
นอกจากนี้ ยังมีแกนนำพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วม อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)
ขยะไม่ใช่ปัญหาแต่คือโอกาสสร้างงาน
รศ.ดร.ตระการ ประภัสพงษา กล่าวว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะสามารถกำจัดขยะได้อย่างถูกต้องแล้วประมาณร้อยละ 77 แต่ปัญหาขยะและฝุ่นยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องเร่งแก้ไขในระยะยาว
โดยแนวทางสำคัญคือ การลดการใช้ทรัพยากรตั้งแต่ต้นทาง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างจริงจัง พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ชัดเจน เช่น การตั้งเป้าลดขยะพลาสติกให้ได้ 100% ภายในปี 2570 ผ่านมาตรการลดและเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง
พร้อมระบุว่า “ขยะอาหาร” เป็นอีกโจทย์สำคัญที่ต้องเริ่มจากพฤติกรรมการบริโภคที่พอดี ไม่เหลือทิ้ง และสามารถนำเศษอาหารไปต่อยอดเป็นพลังงานได้
ทั้งเสนอให้มีการคัดแยกขยะแบบ “4+1” การกำหนดกติกาในระดับท้องถิ่น และผลักดัน พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน เพื่อสร้างระบบจัดการขยะที่ยั่งยืนในระยะยาว
“เราต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่า ขยะไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและการสร้างงาน” รศ.ดร.ตระการ กล่าว
เสนอวีธีเปลี่ยนพฤติกรรมคนเมือง
ด้าน นายชนัมภ์ ชวนิชย์ เสนอแนวคิดการเปลี่ยนระบบจัดการขยะจากรูปแบบเดิมไปสู่ “เมืองขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” หรือ Data-Driven City โดยมองว่าขยะไม่ใช่เพียงของเสีย แต่เป็นข้อมูลที่สะท้อนพฤติกรรมของผู้คนในเมือง
โดยเสนอให้มีระบบแอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร ตั้งแต่การเก็บข้อมูลขยะต้นทาง การจัดการระหว่างทาง ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลในปลายทาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทั้งระบบ
นายชนัมภ์ ระบุว่า หากสามารถลดปริมาณขยะอาหารลงได้ร้อยละ 30 จะช่วยให้การจัดการขยะประเภทอื่นง่ายขึ้นอย่างมาก
พร้อมเสนอให้นำ “ระบบเครดิตทางสังคม” หรือ Social Credit มาใช้เป็นแรงจูงใจ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีพฤติกรรมคัดแยกขยะและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
หนุนเตาเผาควบคุมมลพิษลดหลุมฝังกลบ
ขณะที่ นายสุธีร์ ฉุยฉาย กล่าวถึงการจัดการขยะปลายทางว่า ในบริบทของประเทศไทยที่ยังไม่มีระบบคัดแยกขยะสมบูรณ์แบบ เทคโนโลยีเตาเผาแบบ “Stoker Grate” ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของโรงไฟฟ้าขยะไม่ใช่เพียงการเผาขยะ แต่ต้องมีระบบควบคุมมลพิษทางอากาศ (Air Pollution Control) แบบครบวงจร เพื่อกรองสารพิษและสร้างความเชื่อมั่นให้ชุมชนรอบพื้นที่
นายสุธีร์ ยังเสนอให้นำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการและซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าขยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว
พร้อมมองว่า ในอนาคตประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างแนวคิดใหม่ ให้การกำจัดขยะเป็น “บริการสาธารณะ” มากกว่าธุรกิจทั่วไป และควรปรับหลักเกณฑ์การประมูลโครงการ โดยให้แข่งขันกันที่ผลประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว เพื่อให้โครงการกำจัดขยะสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน และช่วยลดภาระขยะของเมืองในระยะยาวได้จริง






