thansettakij
thansettakij
ส่องกฎหมาย "แบตเตอรี่" ในต่างประเทศ คุมผลกระทบตั้งแต่ผลิต จนกลายเป็นขยะพิษ

ส่องกฎหมาย "แบตเตอรี่" ในต่างประเทศ คุมผลกระทบตั้งแต่ผลิต จนกลายเป็นขยะพิษ

21 พ.ค. 69 | 12:40 น.
อัปเดตล่าสุด :21 พ.ค. 69 | 12:41 น.

ส่องกฎหมาย กฎระเบียบ และแนวทางในประเทศต่างๆ ที่ใช้เพื่อควบคุม "แบตเตอรี่" ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ระหว่างใช้งาน ไปจนถึงเมื่อแจ่มดวงตเตอรี่สิ้นอายุขัย จนกลายเป็นขยะพิษ

KEY

POINTS

  • ประเทศไทยมีแนวโน้มเกิดขยะแบตเตอรี่พุ่งสูง ตามการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งขยะแบตเตอรี่ถูกจัดเป็นวัตถุอันตราย แต่ประเทศไทยยังขาดกฎหมายควบคุมแบตเตอรี่โดยเฉพาะ
  • หลายประเทศใช้หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) โดยกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการซากแบตเตอรี่เมื่อหมดอายุการใช้งาน
  • มีการกำหนดเป้าหมายการรีไซเคิลวัสดุในแบตเตอรี่ใหม่ และส่งเสริมการนำแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพมาใช้ซ้ำ (Second Life) เพื่อลดปริมาณขยะและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • บางประเทศมีมาตรการทางการเงิน เช่น ญี่ปุ่นที่ให้ผู้ซื้อจ่ายค่าธรรมเนียมรีไซเคิลล่วงหน้า เพื่อเป็นหลักประกันในการจัดการซากแบตเตอรี่ในอนาคต

สถิติการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยมีการเติบโตขึ้นอย่างมาก โดยในปี 2553 มีรถไฟฟ้าจดทะเบียนใหม่เพียง 12,349 คัน และเพิ่มขึ้นเป็น 232,754 คัน ในปี 2567 ซึ่งแบตเตอรี่โดยทั่วไปจะหมดอายุการใช้งานภายในประมาณ 8-10 ปี งานวิจัยของ TDRI ชี้ว่าในปี 2574 จะมีซากแบตเตอรี่สะสมจากยานยนต์ไฟฟ้าสูงถึงประมาณ 38,050 ตัน และเพิ่มเป็น 168,590 ตัน ในปี 2578

ดร. ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการด้านนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว TDRI  กล่าวในงาน THE BIG ISSUE ENERGY CRISIS NEW SOLUTIONS ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน จัดโดยฐานเศรษฐกิจว่า แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะถูกมองว่าเป็นทางออกสำคัญของโลกคาร์บอนต่ำ แต่หัวใจสำคัญของ EV อย่าง “แบตเตอรี่” กลับเป็นโจทย์ใหญ่ที่ยังต้องการคำตอบ 

ดร. ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการ TDRI

แบตเตอรี่ EV ถูกจัดประเภทโดยสหประชาชาติว่าเป็นวัตถุอันตรายระดับ 9 ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการปะทุและเกิดอันตรายระหว่างการขนส่งหรือจัดเก็บ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ได้จบลงที่การใช้งาน แต่ต้องครอบคลุมไปถึง “ปลายทาง” ของเทคโนโลยีเหล่านั้นด้วย ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่ใช้กำกับดูแลแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) โดยตรง

ส่องกฎหมาย-มาตรการ ดูแล “แบตเตอรี่” ในต่างประเทศ

สหภาพยุโรป (EU) - ผู้นำด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดและครบวงจร

สหภาพยุโรปมีกรอบกฎหมายที่ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตแบตเตอรี่ ได้แก่ 

  • Battery Regulation (EU) 2023/1542 มีผลบังคับใช้ในปี 2024 โดยขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ให้ครอบคลุมทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ผลิตอุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่
  • Battery Passport กำหนดให้มีระบบหนังสือเดินทางแบตเตอรี่ดิจิทัลภายในปี 2027 เพื่อติดตามข้อมูลแหล่งที่มา วัตถุดิบ ความจุ และการรีไซเคิล
  • เป้าหมายการรีไซเคิล กำหนดสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำในแบตเตอรี่ใหม่ (เช่น โคบอลต์ ลิเทียม นิกเกิล) และตั้งเป้าหมายการจัดเก็บแบตเตอรี่ใช้แล้วอย่างชัดเจน

นอกจากนี้สหภาพยุโรปยังมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น WEEE Directive สำหรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ และ ELV Directive สำหรับซากยานยนต์ เพื่อส่งเสริมการออกแบบที่ถอดแยกง่าย และการนำแบตเตอรี่มาใช้ซ้ำ (Second Life)

สาธารณรัฐประชาชนจีน - ระบบติดตามและการจัดการที่ครบวงจร

จีนเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่และมีระบบการจัดการที่เน้นการตรวจสอบย้อนกลับ
ความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) และมาตรฐานการรีไซเคิล

  • บังคับใช้หลัก EPR โดยให้บริษัทรถยนต์รับผิดชอบหลักในการรีไซเคิลแบตเตอรี่ และมีมาตรฐานอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น GB/T 44132-2024 สำหรับการจัดการกระบวนการรีไซเคิล
  • ระบบการติดตามตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)

มีแพลตฟอร์มระดับชาติเพื่อติดตามข้อมูลแบตเตอรี่ตั้งแต่การผลิตจนถึงการรีไซเคิล โดยกำหนดรหัสแบตเตอรี่ โดยมีรหัส 24 หลักสำหรับแบตเตอรี่ใหม่ และ 19 หลักสำหรับแบตเตอรี่ใช้ซ้ำ

  • Echelon Utilization

สนับสนุนการนำแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพจาก EV มาใช้ซ้ำในรูปแบบอื่น (Cascade Use) ก่อนจะนำไปรีไซเคิลสกัดวัสดุ โดยกระบวนการเมื่อแบตเตอรี่จากยานยนต์ไฟฟ้าสิ้นอายุขัยจะถูกรวบรวมและคัดแยก หากยังมีประสิทธิภาพเพียงพอจะถูกส่งต่อไปยังบริษัท Echelon Utilization เพื่อนำไปจัดการให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้ง

ตัวอย่างเช่น การนำแบตเตอรี่ใช้แล้วจากรถไฟฟ้าไปใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงาน (Stationary Energy Storage Systems: ESS) หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต้องการกำลังไฟต่ำกว่าเดิม แนวทางนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด ลดการเกิดขยะ และลดความต้องการวัตถุดิบใหม่จากเหมืองแร่

ประเทศเกาหลีใต้ - กฎหมายหมุนเวียนทรัพยากร

  • EEEV Act บังคับใช้กฎหมายการหมุนเวียนทรัพยากรจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและยานพาหนะ โดยให้ผู้ผลิตรับผิดชอบจัดตั้งกองทุนและระบบรีไซเคิล
  • Eco-Assurance System (ECOAs) ระบบจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์จนถึงการรีไซเคิล
  • ศูนย์รวบรวมทรัพยากรขยะ โดยมอบหมายให้ KECO (Korea Environment Corporation) เป็นผู้ดำเนินการรวบรวมและรีไซเคิลร่วมกับภาคเอกชน

ประเทศญี่ปุ่น - การเก็บค่าธรรมเนียมล่วงหน้า

  • กฎหมายส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และกฎหมายรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก
  • Recycling Fee โดยผู้ซื้อยานยนต์ไฟฟ้าต้อง จ่ายค่าธรรมเนียมรีไซเคิลล่วงหน้า ตั้งแต่ตอนซื้อรถ
  • Battery Passport โดยกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น 7 แห่งกำลังพัฒนา Battery Passport และวางแผนจะเปิดตัวภายในปี 2027 เพื่อความโปร่งใสของข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ประเทศสิงคโปร์ - กฎหมายความยั่งยืนของทรัพยากร

  • Resource Sustainability Act (RSA) 2019 กำหนดให้แบตเตอรี่ EV เป็นสินค้าที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะผ่านโครงการ PRS (Producer Responsibility Scheme)
  • กำหนดให้ต้องรีไซเคิลวัสดุจากแบตเตอรี่ EV ให้ได้อย่างน้อย 50% - 70% ของน้ำหนัก

สหรัฐอเมริกา - ระบบกระจายศูนย์

  • ระดับรัฐบาลกลาง จะใช้กฎหมาย RCRA ควบคุมแบตเตอรี่ในฐานะขยะอันตราย และ Battery Act (1996) เพื่อจัดการแบตเตอรี่ชาร์จซ้ำได้และแบตเตอรี่ที่มีสารปรอท
  • ระดับรัฐ ในหลายรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก และออริกอน มีการออกกฎหมาย EPR เฉพาะของรัฐ โดยบังคับใช้มาตรการรับคืนแบตเตอรี่และห้ามทิ้งแบตเตอรี่ชาร์จซ้ำในขยะทั่วไป

จะเห็นได้ว่ากลไกที่ต่างประเทศนิยมใช้คือ หลักความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility - EPR) ที่ผลักดันให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์ของตนเอง ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีการติดตามอย่าง Battery Passport เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน และยังเป็นการแบ่งเบาภาระภาครัฐ ในการจัดการขยะอันตราย และส่งเสริมระบบการจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ