
พรุ่งนี้ ภูมิใจไทยยื่นแก้รัฐธรรมนูญ ตั้ง สสร. 100 คน ยกร่างใหม่ ไม่แตะหมวด 1-2
พรุ่งนี้ “อนุทิน”นำทีม 190 สส.พรรคภูมิใจไทย ยื่นแก้รัฐธรรมนูญ ตั้ง สสร. 100 คน ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ไม่แตะหมวด 1-2
KEY
POINTS
- พรรคภูมิใจไทยเตรียมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันพรุ่งนี้ (20 พ.ค.) เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
- เสนอให้จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 100 คน ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่มาจากการคัดเลือกโดยรัฐสภา
- การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่มีการแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์)
วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยภายหลังการประชุม สส.พรรคประจำสัปดาห์ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ สส.พรรคจำนวน 190 คน ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ
นายภราดร กล่าวว่า เนื้อหาหลักของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย คือ การแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อรองรับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผ่านการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงออกผ่านการลงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีผู้เห็นชอบกว่า 21 ล้านเสียง
ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (20 พ.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะนำคณะกรรมการบริหารพรรค และ สส.ของพรรค เดินทางไปยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภา ที่อาคารรัฐสภา โดยคาดว่าจะดำเนินการในช่วงเวลา 10.30-11.00 น.
ด้านนายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยรายละเอียดของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคเสนอให้มีการจัดตั้ง สสร. จำนวน 100 คน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน 23 คน และบุคคลที่เปิดรับสมัครจากทั่วประเทศอีก 77 คน พร้อมมีบัญชีสำรองอีก 300 คน เพื่อรองรับกระบวนการคัดเลือกและทำงานในอนาคต
สำหรับโครงสร้างการทำงานของ สสร. จะมีการตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 45 คน ประกอบด้วย สสร. 30 คน และสมาชิกสำรอง 14 คน รวมถึงกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอีก 45 คน แบ่งเป็น สสร. 15 คน สมาชิกสำรอง 15 คน และตัวแทนภาคประชาชนอีก 15 คน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่
นายนิกร ระบุว่า กรอบเวลาการทำงานของ สสร. จะอยู่ที่ 360 วัน เพื่อให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่มีความรอบคอบและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างครอบคลุม โดยหลักการสำคัญคือ สสร. จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เนื่องจากอาจขัดต่อแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา
ในส่วนของกระบวนการคัดเลือก สสร.นั้น จะใช้วิธีให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือก โดยอิงตามสัดส่วนของรัฐสภาทั้งสองสภา ในลักษณะเดียวกับการตั้งกรรมาธิการสามัญ กล่าวคือ รัฐสภามีสมาชิกทั้งหมด 700 คน แบ่งเป็น สส. 500 คน และ สว. 200 คน ทำให้โควตาการคัดเลือก สสร. จะอยู่ที่ สส. ประมาณ 71 คน และ สว. 29 คน
นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังเสนอปรับเงื่อนไขการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จากเดิมที่กำหนดไว้ 1 ใน 5 ให้เพิ่มเป็น 1 ใน 4 หรือประมาณ 50 เสียง เพื่อสร้างความประนีประนอมและลดเงื่อนไขความขัดแย้งทางการเมือง โดยประเด็นดังกล่าวจะต้องมีการหารือเพิ่มเติมในชั้นกรรมาธิการ
นายนิกร ยืนยันว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยจะไม่แตะต้องหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ โดยมีการระบุไว้อย่างชัดเจนในร่าง เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ทุกฝ่าย
เมื่อถูกถามถึงข้อเสนอจากสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนที่ต้องการให้มีบทเฉพาะกาลคุ้มครองอำนาจ สว. จนครบวาระ 5 ปี นายนิกร ระบุว่า เรื่องดังกล่าวยังต้องหารือกันเพิ่มเติมในชั้นกรรมาธิการ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย
ส่วนกรณีที่พรรคประชาชนเคยตั้งข้อสังเกตว่า การแก้รัฐธรรมนูญอาจถูกชี้นำหรือครอบงำโดยพรรคภูมิใจไทย นายนิกร ยืนยันว่า กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามสัดส่วนของรัฐสภา ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ “แฟร์ที่สุด” เพราะสะท้อนเสียงของประชาชนผ่านผู้แทนที่ได้รับเลือกเข้ามา
เมื่อถูกถามต่อว่า จำนวน สส.ของพรรคภูมิใจไทยที่มีอยู่ 192 เสียง รวมกับเสียง สว. อาจทำให้การคัดเลือก สสร. ถูกครอบงำหรือไม่ นายนิกร ชี้แจงว่า สส. และ สว. เป็นคนละสภาและไม่สามารถนำมารวมกันในลักษณะดังกล่าวได้ โดยทุกอย่างจะเป็นไปตามหลักการเสียงข้างมากและกลไกรัฐสภา
นายนิกร ยังแสดงความมั่นใจว่า การผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่น่าจะมีอุปสรรคสำคัญ เพราะพรรคได้ออกแบบกระบวนการให้เกิดความสมดุลและเป็นธรรมมากที่สุด พร้อมเชื่อว่าหากเดินหน้าตามกรอบเวลาที่กำหนด จะสามารถมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทันก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า
ทั้งนี้ หลังจากพรรคภูมิใจไทยยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาแล้ว คาดว่าการพิจารณาในวาระแรกจะเริ่มต้นภายในสมัยประชุมนี้ หรือในช่วงเดือนมิถุนายน 2569
นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า หากกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดตั้ง สสร. แล้วเสร็จ และผ่านการทำประชามติครั้งที่ 2 จนประชาชนเห็นชอบ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แกจะมีผลบังคับใช้ทันที และแม้จะมีการยุบสภาในระหว่างนั้น สสร. ก็ยังสามารถดำเนินหน้าที่ต่อไปได้โดยไม่สิ้นสุดลงตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร






