

KEY
POINTS
ผลการออกเสียงประชามติถามความเห็นชอบมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผลปรากฎว่ามีผู้มาออกเสียงทั้งสิ้น 34,232,039 คน คิดเป็น64.68% จากผู้มีสิทธิ 52,922,923คน โดยออกเสียงเห็นชอบ 19,940,447คน ไม่เห็นชอบ 10,531,647คน และไม่แสดงความคิดเห็น 2,886,351คน (ข้อมูลจาก กกต. ณ เวลา 15:51 น. วันที่ 9 ก.พ. 69) นั่นหมายความว่าประชาชนเสียงข้างมากเห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการทางรัฐสภาอีกหลายขั้นตอน
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ และผู้อำนวยการเนชั่นโพล ได้เปิดเผยถึงกระบวนการ ขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 นี้ โดยต้องเริ่มจากการเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณารับหลักการ (วาระแรก)
กรณีวาระแรกผ่านความเห็นชอบ จะเข้าสู่ขั้นตอนวาระที่สอง คือการแปรญัตติ โดยอาจมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมายกร่างรายละเอียดก่อน จากนั้นจึงนำร่างกลับเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณาแก้ไขรายมาตรา
เมื่อผ่านวาระที่สองแล้ว จึงเข้าสู่วาระที่สาม คือการลงมติให้ความเห็นชอบขั้นสุดท้าย โดยใช้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาซึ่งประกอบด้วยเสียง สส. และสว.รวมกัน
กระบวนการทั้งหมดมีหลายจุดที่สามารถใช้เวลาได้ยาวนาน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของฝ่ายที่ควบคุมเสียงข้างมาก ซึ่งในขณะนี้คือพรรคภูมิใจไทย ยิ่งไปกว่านั้นคือสัดส่วนของสูตรการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบ “20 ต่อ 1” โดยอิงจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 700 คน (ส.ส. 500 คน และ ส.ว. 200 คน) กำหนดให้สมาชิกรัฐสภา 20 คน เสนอชื่อกรรมาธิการได้ 1 คน แม้จะเป็นแนวคิดที่พรรคประชาชนเสนอในสมัยรัฐบาลชุดก่อน
แต่ในทางตัวเลข พรรคประชาชนซึ่งมีจำนวน สส. ลดลงจากอดีต อาจได้สัดส่วนกรรมาธิการเพียงไม่กี่คน เมื่อเทียบกับจำนวนทั้งหมด ส่งผลให้การกำหนดทิศทางเนื้อหาการแก้ไขอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคแกนนำรัฐบาลเป็นหลัก อีกทั้งกรอบเวลา ซึ่งไม่ได้มีบทบัญญัติกฎหมายบังคับชัดเจนว่าคณะกรรมาธิการต้องยกร่างแก้ไขให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน กระบวนการจึงสามารถยืดออกไปได้เป็นปี และอาจถูกทยอยพิจารณาเป็นระยะ
ดร.เชษฐา วิเคราะห์ว่า หากกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้า ภายใต้ดุลยพินิจของฝ่ายการเมือง มีแนวโน้มสูงที่เนื้อหาซึ่งจะถูกหยิบขึ้นมาแก้ไขก่อน จะเป็นบางมาตราที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำหน้าที่ของนักการเมือง และเป็นประเด็นที่หลายพรรคการเมืองมีผลประโยชน์สอดคล้องกัน เช่น ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณ
รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดข้อห้ามไม่ให้นักการเมืองแทรกแซงการใช้งบประมาณของฝ่ายบริหาร ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย แต่ในมุมการเมืองมองว่าเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ที่กระทบต่อบทบาทของ ส.ส. ในการผลักดันงบประมาณลงพื้นที่ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการดูแลฐานเสียงของตนเอง เป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ผู้แทน นี่จึงอาจเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการแก้รายมาตรา
การเลือกแก้รัฐธรรมนูญในลักษณะนี้ยังเปิดช่องให้ฝ่ายรัฐบาลสามารถอธิบายต่อประชาชนได้ว่า ได้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามกระบวนการที่รับปากไว้แล้ว ขณะเดียวกัน หากผลการลงมติในรัฐสภาออกมาในรูปแบบที่สะท้อนเสียงข้างมาก ก็จะไม่ถูกตีความว่าเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของประชามติ
ภาพรวมที่ดร.เชษฐาประเมิน จึงเป็นยุทธศาสตร์แบบลดแรงกดดันจากสังคม ควบคุมจังหวะเวลา และเลือกแก้ในประเด็นที่นักการเมืองได้รับประโยชน์ร่วมกัน มากกว่าการปรับโครงสร้างการเมืองทั้งระบบในคราวเดียว
ดร.เชษฐา ทิ้งท้ายอีกประเด็นที่ต้องจับตาคือช่วงเวลาทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งจะพ้นจากโทษตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปีในปี 2572 โดยมองว่า จังหวะการยุบสภาอาจถูกคำนวณให้สัมพันธ์กับไทม์ไลน์นี้ โดยรัฐบาลอาจเลือกยุบสภาก่อนครบวาระเล็กน้อย เพื่อเปิดทางให้ สส. ย้ายพรรคได้ทันตามเงื่อนไขกฎหมาย และบริหารความได้เปรียบทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป