thansettakij
thansettakij
ผู้ประกอบการ รปภ.ร้องทบทวนโอทีใหม่  ชี้ต้นทุนพุ่ง เสี่ยงว่างงานเพิ่ม

ผู้ประกอบการ รปภ.ร้องทบทวนโอทีใหม่ ชี้ต้นทุนพุ่ง เสี่ยงว่างงานเพิ่ม

22 เม.ย. 69 | 08:27 น.
อัปเดตล่าสุด :22 เม.ย. 69 | 08:27 น.

ผู้ประกอบการ รปภ.ยื่นหนังสือ “พรรคกล้าธรรม” ค้านกฎโอทีใหม่จ่ายเพิ่ม 1.25–2.5 เท่า หวั่นธุรกิจแบกต้นทุนไม่ไหว กระทบจ้างงานทั้งระบบจี้รัฐเลื่อนบังคับใช้หรือออกมาตรการเยียวยา ก่อนลามปิดกิจการ-รายได้แรงงานหด เสี่ยงกระทบความปลอดภัยโดยรวม

KEY

POINTS

  • กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจรักษาความปลอดภัยยื่นหนังสือขอให้ทบทวนกฎกระทรวงใหม่เรื่องค่าล่วงเวลา (โอที) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 เมษายน
  • ชี้ว่ากฎใหม่จะทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งผู้ว่าจ้างไม่สามารถรับภาระที่เพิ่มขึ้นได้
  • เตือนว่าอาจส่งผลให้ธุรกิจต้องปิดตัวลง นำไปสู่ปัญหาการว่างงานจำนวนมาก และหากจำกัดเวลาทำงาน พนักงานก็จะรายได้ลดลง

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 22 เมษายน 2569 ที่พรรคกล้าธรรมนำโดย นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สส.เชียงใหม่ และนายอัครา พรหมเผ่า สส.พะเยา รับหนังสือจาก นายปฏิเวศน์ อิสเรศโยธิน ตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการงานรักษาความปลอดภัย เพื่อขอพิจารณาผลกระทบต่อธุรกิจรักษาความปลอดภัยจากการบังคับใช้กฎกระทรวง เนื่องจากกฎกระทรวงกำหนดค่าล่วงเวลาและค่าตอบแทนการทำงานที่เกินวันละแปดชั่วโมง ในงานเฝ้าดูแลสถานที่ หรือทรัพย์สินอันเป็นหน้าที่การทำงานปกติของลูกจ้าง พ.ศ. 2568

นายปฏิเวศน์ อิสเรศโยธิน กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงกำหนดค่าล่วงเวลาและค่าตอบแทนการทำงานที่เกินวันละแปดชั่วโมง ในงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินอันเป็นหน้าที่การทำงานปกติของลูกจ้าง โดยกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลา(โอที)ไม่น้อยกว่า 1.25 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน และค่าล่วงเวลาในวันหยุดไม่น้อยกว่า 2.5 เท่า โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 เมษายน 2569

ผู้ประกอบการ รปภ.ร้องทบทวนโอทีใหม่  ชี้ต้นทุนพุ่ง เสี่ยงว่างงานเพิ่ม

จากการประเมินผลกระทบในธุรกิจรักษาความปลอดภัย ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำในปัจจุบัน เห็นว่าการบังคับใช้กฎกระทรวงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนและการดำเนินธุรกิจในภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ทั้งจากสงคราม ภาวะโลกร้อน และราคาน้ำมันที่เพิ่มสูง ส่งผลต่อค่าครองชีพและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ผู้ว่าจ้างไม่สามารถรับภาระค่าบริการที่เพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ภาครัฐก็ไม่สามารถปรับงบประมาณตามสัญญาได้ ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนเอง อาจส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้

ขณะที่ลักษณะงานรักษาความปลอดภัย เป็นงานที่ต้องดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ต่างจากงานทั่วไปที่มีการทำล่วงเวลาเฉพาะบางกรณี จึงมีต้นทุนที่แตกต่างและสูงกว่า รวมถึงผลกระทบต่อการจ้างงาน เพราะธุรกิจนี้ใช้แรงงานจำนวนมาก หากต้องปิดกิจการจะส่งผลให้มีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น และเพิ่มภาระภาครัฐในการดูแล

นอกจากนี้รายได้พนักงานลดลง หากหลีกเลี่ยงการทำงานล่วงเวลาโดยจำกัดเวลาทำงานไว้ที่ 8 ชั่วโมง จะทำให้รายได้พนักงานลดลง ไม่เพียงพอกับค่าครองชีพ และเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ผู้ว่าจ้างบางรายอาจยกเลิกการจ้างบริษัท และหันไปจ้างเอง ซึ่งอาจไม่เป็นไปตามมาตรฐานและกฎหมาย ส่งผลต่อความปลอดภัยโดยรวม

“ผู้ประกอบการเห็นว่าการบังคับใช้กฎหมาย แม้มีเจตนาดีเพื่อสร้างความเป็นธรรม แต่ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันอาจสร้างผลกระทบอย่างรุนแรง จึงขอเสนอให้พิจารณาแนวทางเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายออกไปตามระยะเวลาที่เหมาะสม หรือหากไม่สามารถเลื่อนการบังคับใช้ได้ ขอให้มีมาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบการตามความเหมาะสม”

ด้านนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ กล่าวว่า พรรคกล้าธรรม จะพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะเป็นเรื่องความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ และแรงงาน โดยจะนำไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกเป็นธรรมกับทุกฝ่าย