
'ชวน หลีกภัย' กลั่นประสบการณ์อุดรอยรั่วนโยบาย สอนรัฐบาลอนุทิน 2
'ชวน หลีกภัย' กลั่นประสบการณ์สอนรัฐบาล เตือนสติ ครม.อนุทิน 2 ยึดความถูกต้อง ย้ำ นักการเมืองต้องไม่โกหก-ไม่ดูดายปัญหาชาติ ยัน ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ชี้ นโยบายดับไฟใต้-ปราบโกง อย่าเป็นเพียงถ้อยคำเลื่อนลอย
KEY
POINTS
- เสนอให้รัฐบาลพิจารณานโยบายเบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสวัสดิการที่ขาดหายไปในคำแถลงนโยบาย เพื่อเป็นหลักประกันให้ผู้สูงวัยที่เคยรับใช้ชาติ
- ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตเชิงโครงสร้างที่เกิดจากวงจรการซื้อเสียงเลือกตั้ง และเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ รวมถึงการแต่งตั้งข้าราชการอย่างเป็นธรรม
- แนะแนวทางแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยึดตามพระราชดำริ "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" และชี้ว่าปัญหาครอบคลุมถึงบางส่วนของจังหวัดสงขลาด้วย
- เรียกร้องให้รัฐบาลยึดหลักนิติธรรมและความถูกต้อง โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงของชาติมากกว่าความมั่นคงของรัฐบาล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ
10 เมษายน 2569 นายชวน หลีกภัย สส.พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายต่อที่ประชุมรัฐสภาวาระแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า ตนเองนั้นมีส่วนร่วมอภิปรายนโยบายรัฐบาลทุกสมัย ยกเว้นช่วงที่มีหน้าที่ตำแหน่ง เช่น เป็นประธานสภาฯ และทุกครั้งหลัก คือ ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ไม่ใช่เป็นเพียงคำขวัญของพรรคประชาธิปัตย์แต่เป็นความจริงเพราะไม่ใช่นักการเมืองสมัยเดียวจะพูดอะไร โกหกหลอกลวงคนอื่นก็รู้ก็จะเสียหาย ดังนั้น ต้องระมัดระวังจะพูดอะไรก็ตามความเป็นจริงจะไม่มีคำอะไรที่โกหกหลอกลวง ให้ร้ายป้ายสี หรือยกย่องเกินเหตุที่เกินความเป็นจริง
ในเงื่อนไขรัฐบาลต้องเขียนคำแถลงนโยบายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและถือว่าโดยทั่วไปก็เป็นที่ยอมรับกันได้แม้จะมีบางเรื่องที่อยากจะเห็นแต่ไม่มี เช่น นโยบายเบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งอยากจะเห็นเพราะเป็นความหวังของคนสูงอายุ คนเหล่านั้นไม่ใช่คนห้อยเปลี้ยเสียขา
ไม่ใช่คนที่รออนุบาลแบบอนาถาแต่เป็นคนที่รับใช้บ้านเมืองมา เพียงแต่ไม่ใช่ข้าราชการที่มีบำเหน็จบำนาญ แต่ในฐานะเกษตรกร กรรมกร ในช่วงวัยที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลบ้าง อย่างน้อยได้รับหลักประกันซึ่งเป็นคนริเริ่มมาและหลังจากนั้นรัฐบาลอื่นก็ยอมรับภายใต้เงื่อนไขนี้ และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องให้ปลาแทนให้เบ็ดแต่เป็นเรื่องจริงที่ดูแลผู้สูงอายุของเราจึงฝากรัฐบาลให้พิจารณาเรื่องนี้
ส่วนปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันตั้งแต่การแถลงนโยบายครั้งที่แล้ว เรื่องการเริ่มวางรากฐานประเทศเพื่อนำประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ตนเองเห็นด้วยกับนโยบายนี้ แต่ขอเสนอว่าความประสงค์ที่จะวางรากฐาน เพื่อมีผลต่อไปในอนาคต เราทำเรื่องการเลือกตั้งที่นายกฯ ต้องรับผิดชอบอยู่ด้วย ให้สุจริตเที่ยงธรรมดีหรือไม่ แต่เรื่องนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้ตอบแต่ตนไม่ลดละความพยายามยังขอให้กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วยดูแลให้เกิดความเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง แม้ส่งจดหมายไปจะไม่มีผลแต่ก็ภูมิใจว่าตนไม่ดูดายในเรื่องนี้
นายชวน อภิปรายต่อว่า นโยบายที่รัฐบาลได้แถลงนั้นหลัก 3 ประการ ในการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งตนเห็นด้วยว่า จะพิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเชื่อว่า รัฐบาลชุดนี้มีความมุ่งมั่น ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ตนเองไม่เชื่อหากสนับสนุนการปกครองในระบอบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจริง การปฏิบัติแต่งกายด้วยสีสันให้เป็นสัญลักษณ์ ไม่มีผลอะไรเลย เพียงแต่ท่านยังทุจริตโกงกินก็ไม่ใช่การสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ส่วนการยึดหลักนิติธรรม รับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และบริหารราชการแผ่นดินตามหลักธรรมาภิบาล เรื่องนี้เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง โดยพฤติกรรมที่ผ่านมานั้น บางเรื่องยึดหลักแทรกแซงทั้งการเลือกวุฒิสมาชิก บางเรื่องก็ไม่ตรงไปตรงมา
ส่วนนโยบายเกี่ยวกับแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น นายชวน ระบุว่า ปัญหาในภาคใต้ไม่ได้มีแค่ 3 จังหวัด จังหวัดสงขลาก็มีส่วนด้วยจึงควรจะเข้าไปศึกษาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ในหลวงพระราชทานคำแนะนำให้ หลังเกิดปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้จนเกิดความรุนแรงจนแก้ไม่ตก แนะนำว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมควรศึกษาเรื่องนี้ ปัญหาเรื่องความไม่สงบโดยส่วนหนึ่งมาจากความผิดพลาดของนโยบายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2544 คือ นโยบายนอกหลักนิติธรรม เมื่อตั้งใจแก้ปัญหาโดยการนำพระราชดำริ 'เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา' มาใช้ ต้องรู้ที่มาว่าเป็นอย่างไรด้วยจึงขอแนะนำให้รัฐบาลหารือกับ นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ควรศึกษาเรื่องนี้ด้วย
เรื่องทุจริตคอร์รัปชันซึ่งปรากฏอยู่ในนโยบาย สำหรับปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างจะปราบอย่างจริงจัง ในคำแถลงนโยบายควรใช้ภาษาไทย อย่างองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หรือที่เขียนว่า OECD เช่นเดียวกับ คำว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อย่างน้อยให้เกียรติภาษาพ่อภาษาแม่ของเรา นายชวน กล่าวตั้งข้อสังเกต ก่อนระบุว่า หากนักการเมืองมาจากระบบการซื้อเสียงเราจะได้เห็นว่า ความน่าเชื่อถือรัฐบาลลดน้อยลงเพียงแค่น้ำมันขาดแคลน คนทั้งประเทศไม่เชื่อว่า ไม่มีการกักตุน และน่าจะมีการถอนทุนคืนจากการใช้เงินซื้อเสียงในช่วงที่ผ่านมา จะจริงเท็จอย่างไร แต่ความเชื่อเกิดจากความไม่น่าเชื่อถือของพฤติกรรมที่มาของนักการเมือง จึงสนับสนุนให้มีการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน เรื่องนี้ต้องปฏิบัติไม่ใช่เพียงแค่ถ้อยคำที่เลื่อนลอยจากนโยบาย
นายชวน ระบุว่า ตนเองยินดีที่นายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้เรื่องการโกง และรู้สึกละอาย แต่ข้าราชการเหล่านั้นที่นายกรัฐมนตรีพูดด้วย ก็มาจากนักการเมืองทั้งนั้น ตอนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการในกระทรวงเสียกำลังใจคนที่พูดเรื่องนี้ปัจจุบันก็อยู่ในพรรคภูมิใจไทยเพราะการแต่งตั้งข้าราชการไม่ตรงไปตรงมา มุ่งเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ปลัดกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบันก็เป็นคนดีแต่จะอยู่อยู่วาวถึง 7 ปี
ดังนั้น การแต่งตั้งข้าราชการเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันและเรื่องนี้เราจะแก้ไขปัญหาไม่ได้ หากเราไม่ตัดวงจรอุบาทว์ทางการเมือง คือ การที่นักการเมืองซื้อเสียงโกง และมาหาผลประโยชน์ แล้วก็นำเงินดังกล่าวไปซื้อเสียงแล้วก็ต้องมาจากข้าราชการที่โกง จึงอยากฝากรัฐมนตรีใหม่อย่าสนับสนุนเรื่องการโกง อยากให้นำข้าราชการที่ดีเข้ามาทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง
หากได้ข้าราชการที่ดี รัฐมนตรีเข้ามาแค่ชั่วคราว แต่ข้าราชการอยู่ยาว เขามีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ จึงฝากบอกนายกรัฐมนตรีว่า เมื่อท่านรู้สึกอายกับเรื่องเหล่านี้ ท่านจะต้องไม่ทำอะไรก็ตาม ที่เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง สิ่งที่ผ่านมาแล้วเป็นเรื่องที่ตนเองไม่อยากให้เราลบเลือนอะไรก็ตามที่เกิดต้องทำให้เป็นไปโดยถูกต้อง
เพราะฉะนั้น จะแก้ปัญหาไม่ได้ และเข้าใจว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรีถูกร้องในบางเรื่อง และเรื่องที่ร้องตนเองได้ดูได้อ่านข้อเท็จจริงหรือไม่ก็ตามแต่ หากเรื่องที่ร้องโดยเฉพาะการแทรกแซงการเลือกวุฒิสมาชิก หากไม่จริง คนร้องติดคุกตลอดชีวิต ติดคุกหัวโต นี่จะเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของรัฐบาล ไม่ใช่ความมั่นคงของชาติ หากเรายึดความมั่นคงของชาติ เราจะทำให้เรื่องนี้เป็นจริง ผิดก็ผิด ถูกก็ถูก เราต้องยอมรับความเป็นจริง มิฉะนั้น จะแก้ปัญหาประเทศไม่ได้
ทั้งนี้ นายชวน กล่าวว่า ขอนำพระบรมราโชวาทของในหลวง ที่ทรงรับสั่งกับพวกเราในวันเปิดสภา ให้ยึดความถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องมีอะไรบางอย่างที่ปรากฏการณ์ในประเทศที่ไม่ถูกต้องจึงรับสั่งเช่นนี้
เช่นเดียวกับพระราชดำรัสในโอกาสที่นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่ซึ่งมีถ้อยคำที่ซ้ำกัน เมื่อเปรียบเทียบคล้ายกับปี 2552 และปี 2553 ที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งซ้ำ ขอให้ท่านทั้งหลาย ขอให้พิจารณาหน้าที่ท่านให้ถ่องแท้ว่า หน้าที่คืออะไร ซ้ำเพราะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในปีนั้น คือ การทำลายการประชุมระหว่างประเทศการเผาบ้านเผาเมือง และเรามีเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง แต่คนเราละเลยไม่ทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลไม่อยากให้นายโกรธเพราะเด็กของนายไปก่อเหตุวันนี้ก็มีปรากฏการณ์หลายเรื่องที่ทำให้เห็นว่า น่าจะมีสิ่งบางอย่างที่ไม่เกิดขึ้นโดยชอบ ทำให้เกิดปัญหาที่มีพระราชดำรัสรับสั่งเรื่องนี้
นายชวน ระบุว่า หวังอย่างยิ่งว่า นโยบายที่นายกรัฐมนตรีแถลงนั้นจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นระหว่างประเทศขึ้นมา ความมั่นคงภายในนั้น ต้องเป็นความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล หากรัฐบาลเอาความมั่นคงตัวเอง มองข้ามความมั่นคงของชาติ คือ ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ยากที่โลกจะเชื่อมั่นประเทศไทย เพราะพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้มีผลต่อนักการเมืองเท่านั้น แต่มีผลต่อองค์กรอิสระทั้งหลายที่ต้องทำหน้าที่ อะไรก็ถูกก็ถูก อะไรผิดก็ผิด วิธีนี้เท่านั้นที่ทำให้ประเทศของเรามีความมั่นคงเป็นที่น่าเชื่อถือของนานาประเทศ







