
‘ยศชนัน’ ประกาศกลางสภา ไทยไม่สูญเสียเอกราชเทคโนโลยี ชู R&D กู้เศรษฐกิจ
‘ยศชนัน’ เปิดโรดแมป ดันยุทธศาสตร์นวัตกรรม 4 มิติ ปั้นไทยสู่ Wellness Hub โลก ดึง Deep Tech-Genomics-Semiconductor ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูง ลุยปฏิรูปการศึกษา รับมือสังคมสูงวัย-วิกฤติโลก
KEY
POINTS
- รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอว. ผลักดันเศรษฐกิจมูลค่าสูงผ่านการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเชิงลึก (Deep Tech) เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ โดยมุ่งเน้นเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) เทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง และอุตสาหกรรมความมั่นคง
- สร้างความมั่นคงและเอกราชทางเทคโนโลยีของประเทศ ผ่านความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม การพัฒนาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการใช้เทคโนโลยีดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม
- พลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้สำหรับคนทุกช่วงวัย พร้อมปฏิรูประบบการคัดเลือกเข้าศึกษา (TCAS) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางการศึกษา
10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภา ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขึ้นอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า ทิศทางการดำเนินงานของกระทรวง อว. จะเป็นกลไกหลักในการแก้ไขวิกฤติและสร้างโอกาสในอนาคต และจะใช้เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มาเป็นกระดูกสันหลังของการพัฒนาประเทศเพื่อยกระดับสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง (High Value Economy)
สำหรับแผนงานหลักจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้
ประเด็นแรก คือ การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ซึ่งมุ่งเน้นการเปลี่ยนงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้างผ่านแนวทาง Deep Tech
ทั้งนี้แบ่งการเกิดนวัตกรรมเป็น 2 รูปแบบ คือ จากงานวิจัยระดับปริญญาโท-เอก เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ของโลกและจากภาคอุตสาหกรรม (FDI) ส่งเสริมผ่านอาชีวะและมหาวิทยาลัยในทุก Tier เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งกลไกขับเคลื่อน โดยกระทรวงจะใช้เกณฑ์ความพร้อมเทคโนโลยี (TRL) ระดับ 1-9
โดยใช้ฐานงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เข้ากับ Matching Fund จากภาคเอกชน, Angle Fund และ Venture Capital (VC) พร้อมทั้งผลักดันการจดสิทธิบัตรระหว่างประเทศ (PCT) เพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของนักวิจัยไทยในระดับสากล
ต่อมาประเด็นที่สอง คือ นวัตกรรมสู่มิติเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยกระทรวง อว. จะผลักดัน Wellness Economy หรือเศรษฐกิจสุขภาพ โดยผสมผสาน Soft Power ด้านศิลปวัฒนธรรม ดนตรี และสังคมศาสตร์ เข้ากับความหลากหลายทางชีวภาพและสมุนไพรไทย เพื่อยกระดับเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม (Agri-Industry-Service) ผ่านการเพิ่ม Productivity ให้แก่สังคมสูงวัย
ขณะเดียวกันต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เช่น การพัฒนาชุดตรวจโรคเขตร้อน, เทคโนโลยี ATMP (Cell & Gene Therapy) เพื่อรักษาโรคมะเร็ง, ธาลัสซีเมีย และพาร์กินสัน และมุ่งเน้นไปที่ Photonic Chips เพื่อรองรับ Data Center และ AI รวมถึงการจัดการพลังงาน (Power Management) ตลอดจนการต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมสู่เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมความมั่นคง
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า ขณะที่ประเด็นที่สาม คือ นวัตกรรมเพื่อสังคมและความมั่นคง โดยกระทรวงอว. พร้อมบูรณาการร่วมกับกระทรวงกลาโหมเพื่อสร้างเอกราชทางอาวุธยุทโธปกรณ์และทำงานร่วมกับกระทรวง พม. และกระทรวงมหาดไทย ในการดูแลผู้ด้อยโอกาสและเกษตรกรผ่านการ การพัฒนาทักษะเดิมให้เก่งขึ้นและการเรียนรู้ทักษะใหม่เพื่อตอบโจทย์งานหรือสายอาชีพใหม่ในระดับพื้นที่
"ประเทศไทยต้องไม่สูญเสียเอกราชทางด้านเทคโนโลยีให้กับประเทศใด หากเรามีระบบนิเวศนวัตกรรมที่ดี เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดได้ทุกวันโดยอัตโนมัติ และนี่คือการทำให้ประเทศเราอยู่ได้อย่างยั่งยืน" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางไซเบอร์และเทคโนโลยีการส่งข้อมูลที่ใช้หลักการฟิสิกส์ควอนตัม (Quantum Communication) เพื่อความปลอดภัยในทุกมิติ รวมถึงเทคโนโลยี Green Energy, Net Zero และระบบการจัดการภัยพิบัติที่เน้นการป้องกัน (Preventative) เช่น การบริหารจัดการน้ำ
ส่วนประเด็นที่สี่ คือ การพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (University Transformation) เพราะมหาวิทยาลัยไทยต้องไม่ใช่แค่ที่สำหรับคนอายุ 18 ปี แต่ต้องเป็นพื้นที่สำหรับคนทุกช่วงวัย รวมถึงผู้สูงอายุและศิษย์เก่า โดยจะมีการปฏิรูประบบ TCAS ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพข้อสอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ลูกหลานทั่วประเทศ
“กระทรวง อว. จะไม่เน้นการจัดกิจกรรมเป็นรายครั้งที่สิ้นเปลืองงบประมาณ แต่จะสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ประเทศไทยมีรายได้สูงขึ้นและมีความมั่นคงทางเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวปิดท้าย







