thansettakij
thansettakij
‘กรณ์’ โยง 2 รมต. รัฐบาลอนุทิน ใกล้ชิดแก๊งสแกมเมอร์ กางหลักฐานยึดทรัพย์เพิ่ม

‘กรณ์’ โยง 2 รมต. รัฐบาลอนุทิน ใกล้ชิดแก๊งสแกมเมอร์ กางหลักฐานยึดทรัพย์เพิ่ม

10 เม.ย. 69 | 03:24 น.
อัปเดตล่าสุด :10 เม.ย. 69 | 03:47 น.

‘กรณ์ จาติกวณิช’ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ โยง 2 รัฐมนตรีภายใต้รัฐบาลอนุทิน2 ใกล้ชิดแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมกางหลักฐานจี้รัฐบาลยึดทรัพย์แกงค์สแกมเมอร์เพิ่ม

10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายนโยบายรัฐบาล ถึงเรื่องปัญหาทุนเทา ทุจริต และสแกมเมอร์ ว่า เรื่องดังกล่าวก่อนเลือกตั้งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะทุกพรรคการเมืองมีจุดยืนที่ชัดเจน แต่หลังการเลือกตั้งผ่านไปแล้วปรากฏว่าความเข้มข้น ความจริงจังในเรื่องนี้ลดหายไปในนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวานนี้

“นายกฯ ได้พูดถึงเรื่องนี้เสมือนกับเป็นหนึ่งในแผน quick win แต่พูดเพียงว่าการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเข้มข้น ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จของรัฐบาลอนุทิน 1 พูดเสมือนกับภารกิจเรื่องนี้จบไปแล้ว แทบจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกเลยในนโยบายในส่วนที่เหลือแม้ว่าเมื่อวานนี้นายกฯ จะได้ร่วมงานแถลงข่าวของ ปปช. ที่มีการประกาศยึดทรัพย์เพิ่มเติมกลุ่มสแกมเมอร์ กลุ่มฟอกเงิน อีกมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวว่า ตัวหลักทรัพย์ที่ได้ประกาศยึดไปนั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดทำข้อมูลและนำเสนอให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กลต. และ ปปง. ไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา และได้ย้ำเตือนว่าหลังจากที่มีการประกาศยึดทรัพย์รอบแรก ยังมีหลักทรัพย์จำนวนมากอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่มีผู้ถือหุ้นชื่อเดียวกัน กลุ่มเดียวกันกับกลุ่มที่ถูกยึดไปในรอบแรก 

แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ทางตลาดหลักทรัพย์ และ ปปง. ก็ยังไม่ดำเนินการในการยึดหลักทรัพย์นี้มาเป็นของแผ่นดิน แม้ว่าช่วงแรกที่ยึดไปจะมีรถยนต์ เรือยอต เงินสด หุ้น คอนโด และที่ดิน แต่มีหลักทรัพย์อยู่อีกจำนวนมากที่จดทะเบียนอยู่ในชื่อของคนกลุ่มเดียวกันที่ถูกปล่อยลอยนวล อย่างน้อยอีก 2 แห่ง แต่เมื่อวานนี้ตกหล่นไป

นายกรณ์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่อยากที่จะนำเสนอวันนี้ อันดับแรก การทำงานของหน่วยงานภายใต้การกำกับของรัฐบาลนั้นล่าช้ามาก ทั้งที่รัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศจับกุมผู้บริหารกองทุนและยึดทรัพย์ที่อยู่ในบัญชีของกองทุน CAI ที่ปรากฏอยู่ในรายชื่อที่ถูกยึดไปเมื่อวานโดย ปปง. ได้ประกาศการออกหมายจับตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ออกมาเตือนรัฐบาล เตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รีบดำเนินการในการที่จะยึดอายัดหลักทรัพย์ที่กองทุนนี้ยังถืออยู่ในตลาดหุ้นไทย 

แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการใด ๆ จนกระทั่งเมื่อวานนี้ ซึ่งระยะเวลา 1 เดือนกว่าที่ผ่านมา ได้มีการโยกย้ายถ่ายเท มีการขายหุ้นออกไปมูลค่าอย่างน้อย 500 ล้านบาท ทำให้เมื่อวานนี้แทนที่จะได้ยึดอายัดกลับมาให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย สามารถที่จะนำเงินส่วนนี้ในอนาคตไปชดใช้ความเสียหายของพี่น้องประชาชนที่ถูกกลุ่มสแกมเมอร์หลอกลวงนั้น เราไม่สูญเสียโอกาสนี้เพราะความล่าช้าในการทำงานของหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาล

นอกจากนั้นรัฐบาลดูเหมือนเก่งมากในการไล่ล่าผู้กระทำผิดที่เป็นคนต่างชาติ ต่างด้าว และก็ดูเหมือนจะมีความพึงพอใจในเมื่อผู้เหล่านั้นได้ย้ายออกจากประเทศไปแล้ว ถือว่าเรื่องนั้นจบไป แต่ตามข้อเท็จจริงคนกลุ่มนี้ ไม่สามารถที่จะเข้ามาซื้อหรือถือหุ้นที่ปปง. ได้ยึดไป 2 รอบนั้นได้ ถ้าไม่มีคนไทยมามีส่วนเกี่ยวข้องช่วยเหลือ หรือแม้แต่เป็นนอมินี และประเด็นที่จะพิสูจน์รัฐบาลว่าพร้อมปิดชื่อถือพฤติกรรมจริงหรือไม่ ก็คือการติดตามว่าจะดำเนินการไปถึงที่สุดกับบุคคลเหล่านั้นอย่างไร

ยกตัวอย่าง เมื่อวานนี้ทาง ปปง. ได้อายัดทรัพย์ที่เป็นหุ้นบริษัท ฟิแนนเซีย โดยบริษัทที่ชื่อว่า พิลกริมฯ ถ้าย้อนกลับไปดูเนี่ย ผู้ที่อยู่เบื้องหลังพิลกริมฯนั้นคือใคร ก็คือท่านอดีตรมช.คลังในรัฐบาลอนุทิน 1 สุดท้าย ก็ได้ลาออกไปเมื่อมีภาพปรากฏว่าเป็นที่ปรึกษาให้กับธนาคาร BIC กัมพูชา ซึ่งเป็นธนาคารของนาย ยิม เลี้ยก หนึ่งในสแกมเมอร์ที่ถูกอายัดยึดทรัพย์ไป 

แต่นอกเหนือจากนั้น ก็ได้เปิดเผยว่าท่านได้เข้ามาซื้อหุ้นฟิแนนเซียนี้ไว้ด้วยทุนเพียง 200 กว่าบาท โดยได้ซื้อหุ้นฟิแนนเซียไว้มูลค่า ณ วันนั้นกว่า 690 ล้านบาท โดยอ้างว่าเงินที่ท่านได้มานั้นเนี่ยเป็นเงินที่กู้ยืมมาจากกองทุน Capital Asia Investment (CAI) ที่วันนี้ชัดเจนแล้วมีความเกี่ยวโยงโดยตรงกับนายเบนสมิท ซึ่งหุ้นของ CAI เกือบทั้งหมดที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ถูก ปปง. ยึดไปแล้ว 

นอกเหนือจากกู้เงินจาก CAI แล้ว ยังได้วงเงินเพิ่มเติมจากธนาคาร BIC กัมพูชา เพื่อที่จะมารองรับการซื้อหุ้นไฟแนนเซียโดยอดีตรัฐมนตรีช่วย BIC กัมพูชาก็คือของนาย ยิมเลี้ยก ซึ่งถูกยึดอายัดทรัพย์ไปเช่นเดียวกัน 

“คำถามที่มีในเรื่องนี้ต่อนายกฯ คือ จะหยุดแค่นี้เหรอ หรือจะสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเนี่ยสืบย้อนกลับไปว่า ที่กลุ่มสแกมเมอร์ กลุ่มฟอกเงิน เข้ามาซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยได้นั้น มีใครเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ อดีตรมช.คลัง ได้กู้เงินจาก CAI มาจริงหรือเปล่า สามารถพิสูจน์ว่ามีการคืนเงินกู้นั้นไปแล้วหรือไม่ หรือท่านได้เพียงแค่ทำหน้าที่ในฐานะเป็นนอมินี ทั้งหมดรอการพิสูจน์ และมันมีความสำคัญเพราะทั้งหมดนี้ เนี่ยมันเป็นตัวบ่งชี้ว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ ฟอกเงินนั้น เนี่ยมันไม่ใช่เพียงแค่คนที่ชื่อเบนสมิทคนที่ชื่อ ยิมเลี้ยก เป็นคนต่างด้าว ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคนไทย” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวว่า ถ้านายกฯกล้าที่จะปิดตาถือพฤติกรรมจริง ก็ต้องกล้าที่จะตรวจสอบบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับท่าน ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงแค่อดีตรมช.คลัง หุ้นอีกตัวหนึ่งที่ถูกอายัดยึดไปเมื่อวานนี้ คือบริษัทลูกของโรงกลั่นน้ำมันบางจาก เป็นบริษัทที่ชื่อ BCPG ที่ถูกยึดไป ที่ถือโดยกองทุน CAI อีกแล้ว รวมไปถึงอีกก้อนหนึ่งที่ถือโดย พิลกริมฯ อีกแล้ว 

แต่ในกรณีของ BCPG ที่น่าสนใจที่เกี่ยวโยงกับบุคคลในประเทศก็คือ ทั้ง 2 กองทุนนี้ซื้อผ่านกระบวนการการขายหุ้นแบบเจาะจง นั่นหมายความว่า ตัวบริษัท BCPG บริษัทลูกของบางจากมีมติในคณะกรรมการอย่างเจาะจงว่าจะขายหุ้นมูลค่าโดยรวม 4,500 ล้านบาท ให้กับ 2 กองทุนนี้ ซึ่งวันนี้เรารู้แล้วว่าเป็นกองทุนที่เกี่ยวโยงโดยตรงกับกลุ่มสแกมเมอร์ ฟอกเงิน คือนายเบนสมิท

“ฝากถามประธานผ่านไปที่ท่านนายกว่า ทางรัฐบาลหลังจากที่ได้ไปยึดหุ้น BCPG มาแล้วจาก CAI ได้ตั้งคำถามกลับไปที่คณะกรรมการของ BCPG รวมไปถึงคณะกรรมการของบริษัทแม่ของ BCPG คือ บางจาก หรือไม่ว่าวันนั้นปี 2563 ได้ตัดสินใจที่จะขายหุ้นแบบเจาะจงให้กับกองทุน 2 กองทุนนี้เพื่ออะไร ทำไมไม่ได้ขายให้กับ กบข. ทำไมไม่ให้ขายให้กับกองทุนประกันสังคม ทำไมต้องเป็น 2 กองทุนนี้ และถ้าท่านลองเปิดตาสักนิดแล้วลองดูว่าใครเป็นกรรมการ BCPG ใครเป็นประธาน BCPG ใครเป็นประธานบางจาก ณ วันนั้น” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้จบเพียงแค่คนต่างชาติไม่กี่คน แต่ขยายวงไปในวงกว้างอยู่กับบุคคลที่เป็นที่รู้จักในสังคม บุคคลที่เคยนั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ บุคคลที่เคยนั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล และถ้าไม่มีการสะสางให้ชัดเจน เราจะไม่สามารถที่จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศ นักลงทุนในประเทศ และขับเคลื่อนแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเราไปได้ 

อีกตัวอย่างที่ชัดเจนว่ายังไม่ได้มีความจริงจังหรือจริงใจในเรื่องของการปราบสแกมเมอร์อย่างชัดเจน ก็คือกรณี MOU กระทรวงดิจิทัลฯ หลังจากนายไชยชนก ชิดชอบ อดีต รมว.กระทรวงดีอีเอส เปิดประเด็นว่า มีบุคคลหนึ่งพยายามที่จะติดสินบน 40 ล้านบาทต่อเดือน ให้มองข้ามและหลีกเลี่ยงในการที่จะติดตามประเด็น ตามจับประเด็นเรื่องของสแกมเมอร์และการฟอกเงิน หลังจากนั้นก็ได้เปิดประเด็นเรื่องของ MOU ที่ถูกขานนามว่า MOU อัปยศ ซึ่งมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรมว.ดีอีเอส เป็นผู้อนุมัติและเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม โดยนาย เบนสมิธ เป็นผู้ร่วมลงนาม 

“คำถามที่มีคือ หากท่านจริงจังจริงใจกับเรื่องนี้จริง และพร้อมปิดตาถือพฤติกรรมจริงเนี่ย อยากจะทราบว่าด้วยข้อมูลทั้งหมดนี้ ทำไมถึงยังคิดว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่จะตั้งนายประเสริฐกลับมาเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 และอีกบุคคลหนึ่งที่เป็นผู้ลงนามแทนกระทรวงในฐานะปลัดกระทรวงในเวลานั้น คือนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ซึ่งวันนี้ดำรงตำแหน่งเป็นประธาน กลต.” นายกรณ์ กล่าว

สุดท้าย คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ วันนี้ก็ได้ได้รับการแต่งตั้งกลับเข้ามาเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีนี้เช่นเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ปรากฏข่าวชัดเจน และหลักฐานชัดเจนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการทำธุรกรรมร่วมกับนาย เบนสมิธ ในการร่วมกันซื้อเครื่องบินเจ็ทมูลค่า 800 ล้านบาท จากภรรยาของนาย เบน สมิธ โดยที่อ้างว่าผ่อนจ่ายเป็นงวด ๆ และการชำระเงินนั้น ชำระเงินผ่านธนาคาร BIC กัมพูชา ของนาย ยิมเลี้ยก

“คำถามที่มีต่อรัฐบาล ต่อนายกฯ ผ่านประธานก็คือ ก่อนที่ท่านได้แต่งตั้งนายสุริยะกลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ได้ตั้งคำถามและตรวจสอบเส้นทางเงินหรือยังว่ามีการซื้อจริงหรือไม่ เส้นทางเงินที่ท่านได้ใช้ในการชำระให้กับนายเบน สมิธ อันดับแรก มีการชำระจริงหรือไม่ อันดับที่ 2 เงินที่ใช้ชำระ มาจากไหน และอันดับที่ 3 เมื่อชำระแล้วเงินนั้นไปที่ไหน ถ้านายกฯมีคำตอบที่ชัดเจนว่า ตรวจสอบมาแล้วทุกอย่างบริสุทธิ์ อธิบายได้ ก็ขอให้ชี้แจงต่อสาธารณะ” นายกรณ์ กล่าว

ทวงรัฐบาลควรลดราคาน้ำมันมากขึ้น

นายกรณ์กล่าวถึงประเด็นด้านปัญหาพลังงานว่า จากการติดตามแนวทางการแก้ปัญหาโดยรัฐบาลในช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา สรุปได้ว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร มีเพียงยุทธศาสตร์ซื้อเวลา รอให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงมา 

“ถ้าดูพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันหน้าปั๊มในวันเมื่อวานนี้ จะเห็นว่าแม้ว่าราคาตลาดโลกปรับลดลงมา พี่น้องประชาชนก็ยังต้องจ่ายราคาน้ำมันที่สูงเกินไปเหมือนเดิม เมื่อวานนี้ราคาหน้าโรงกลั่นลดลงถึง 9 บาทต่อลิตร แต่ราคาหน้าปั๊มที่พี่น้องประชาชนต้องจ่ายลดลงเพียง 2 บาท 14 สตางค์ แม้ว่าเราไปดูข้อเท็จจริงว่าการชดเชยด้วยกองทุนน้ำมันลดลง แต่ราคาน้ำมันถ้าเทียบกับราคาหน้าโรงกลั่นที่สะท้อนการปรับลดลงในตลาดโลก ประชาชนควรจะต้องจ่ายลดลงกว่า 7 บาท”

นายกรณ์ กล่าวว่า สาเหตุเป็นเพราะเมื่อรัฐบาลอ้างผลงานว่าไปเจรจาลดค่าการกลั่นลงมา 2 บาทต่อลิตร ปรากฏว่าค่าการตลาดที่ประชาชนต้องจ่ายหน้าปั๊มเพิ่มขึ้นจาก 5 บาทต่อลิตร เป็น 10 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้สุดท้ายแม้ราคาน้ำมันตลาดโลกและราคาหน้าโรงกลั่นลดลง แต่ราคาหน้าปั๊มลดลงเพียง 2 บาทกว่า สะท้อนถึงการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ผลักภาระให้ประชาชนแบกรับ

“สูตรการคำนวณของรมว.พลังงาน ได้คำนวณการเจรจาปรับลด 2 บาท โดยอิงกับราคาค่าการกลั่นเฉลี่ยของเดือนมีนาคมที่ 7 บาท บอกว่าค่าการกลั่นที่ควรที่จะกักเก็บอยู่ที่เพียงแค่ 2 บาทบวกสิ่งที่เรียกว่า war premium เข้าไป 3 บาท เพราะฉะนั้นขอคืนจากโรงกลั่นได้ 2 บาทต่อลิตร แต่วันนี้ค่าการกลั่นมันไม่ใช่ 7 บาท ค่าการกลั่นโดยเฉลี่ยวันนี้คือ 17 บาท เพราะฉะนั้นตามสูตรของรมว.พลังงาน ไม่ใช่เพียงแค่ 2 บาทที่ควรลดให้ประชาชน แต่ควรจะลดถึง 12 บาทด้วยซ้ำ” นายกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้เห็นว่า นโยบายของรัฐบาลไม่ชัดเจน และประชาชนอดคิดไม่ได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่เกรงใจนายทุนมากเกินไป ในขณะที่มีความกังวลต่อความเดือดร้อนของประชาชนแทบไม่มี จนถึงทุกวันนี้ภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่เก็บจากประชาชนในยามที่เดือดร้อนสูงสุด ก็ยังไม่ได้ปรับลดลงมาแม้แต่สตางค์เดียว 

ส่วนกรณีที่รมว.คลังระบุว่าภาระการดูแลราคาน้ำมันให้เป็นหน้าที่ของกองทุนน้ำมันนั้น พูดง่ายๆ แปลให้ชัด นั่นก็หมายความว่าให้ประชาชนดูแลเอง เพราะผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการชดใช้หนี้ของกองทุนน้ำมันก็คือประชาชนนั่นเอง ส่วนรัฐบาลยืนยันจะเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราเท่าเดิม โดยอธิบายว่าหากไม่ทำเช่นนั้นอาจไม่มีสตางค์ไปจ่ายค่ารักษาพยาบาล 

“ขอชี้แจงว่าภาษีสรรพสามิตน้ำมันไม่ได้เป็นภาษีในรูปแบบ earmark ที่ส่งตรงไปการรักษาพยาบาล แต่มันเข้ากองกลาง สิ่งที่เรียกว่าลดภาระภาษีสรรพสามิตและไปลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ไม่ต้องอ้างเรื่องค่ารักษาพยาบาล เพราะค่าภาระการใช้จ่ายอื่นที่ไม่จำเป็นในรัฐบาลนั้นมีแน่นอน”

ขณะที่เรื่องไฟฟ้าประเทศไทยพึ่งพาแก๊สเป็นเชื้อเพลิงสูงมาก เมื่อสงครามทำให้ราคาแก๊สเพิ่มขึ้น แต่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตกับเอกชนกลับทำให้เอกชนกำไรมากขึ้นทุกครั้งที่ราคาแก๊สในตลาดโลกสูงขึ้น เนื่องจากสูตรการซื้อไฟมีการคำนวณปริมาณแก๊สที่เอกชนต้องใช้เกินกว่าที่ใช้จริง ทำให้มีส่วนต่างซึ่งเป็นกำไรของเอกชน 

นายกรณ์ กล่าวว่า สูตรการซื้อแก๊ส LNG ซึ่งต้องนำเข้าและราคาสูงขึ้นมาก ก็เป็นสูตรที่เปิดช่องโหว่ให้เอกชนผู้นำเข้าสามารถขายแก๊สที่สั่งซื้อมาให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในราคาที่แพงกว่าต้นทุนของเอกชนผู้นำเข้า เรื่องเหล่านี้ช่องโหว่แบบนี้ไม่ควรมี รัฐบาลควรต้องมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะเข้ามาปรับโครงสร้างการกำหนดราคาน้ำมันและการคำนวณค่าไฟอย่างไร เพื่อลดประเด็นปัญหาทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน