thansettakij
thansettakij
‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ชำแหละนโยบายรัฐบาล! ซัดไร้รูปธรรม-อุ้มทุนพลังงาน

‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ชำแหละนโยบายรัฐบาล! ซัดไร้รูปธรรม-อุ้มทุนพลังงาน

09 เม.ย. 69 | 04:55 น.
อัปเดตล่าสุด :09 เม.ย. 69 | 05:45 น.

"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" อภิปรายนโยบายรัฐบาล ปมนโยบายขาดความชัดเจน-ไร้ตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม บริหารกองทุนน้ำมันพลาด พร้อมเตือนเรื่องจริยธรรม-ทุนสีเทา

KEY

POINTS

  • วิจารณ์นโยบายรัฐบาลว่าขาดความชัดเจนและรูปธรรม เขียนไว้กว้างๆ ไม่มีกรอบเวลาและตัวชี้วัด อีกทั้งนโยบายที่เคยหาเสียงไว้หลายเรื่อง เช่น ค่าไฟ 3 บาท ก็หายไป
  • ชี้ว่ารัฐบาลบริหารจัดการวิกฤตพลังงานผิดพลาด โดยปล่อยให้กองทุนน้ำมันเป็นหนี้ และไม่ให้ภาคส่วนอื่นอย่างโรงกลั่นร่วมรับภาระอย่างเพียงพอ ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนพลังงาน
  • ตั้งคำถามถึงการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณที่อาจเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าการลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน และละเลยนโยบายสวัสดิการบางอย่าง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่อาคารรัฐสภา กล่าวว่า การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาควรตอบสนองต่อ 3 เรื่องใหญ่ คือ

1. ความคาดหวังของประชาชนที่ให้การสนับสนุนพรรคการเมือง 2. ทิศทางในการนำพาประเทศของนายกรัฐมนตรี และ 3. ความเป็นเอกสารอ้างอิงสำหรับการตรวจสอบของรัฐสภา แต่นโยบายที่นายกรัฐมนตรีแถลงกลับขาดความชัดเจน หลายเรื่องที่เคยหาเสียงไว้กลับหายไป เช่น ราคาค่าไฟ 3 บาท หรือรายละเอียดของโครงการพยาบาลอาสา

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตถึง "โครงการแลนด์บริดจ์" (Land Bridge) ที่ไม่ได้ถูกบรรจุในนโยบายที่ส่งให้ กกต. และไม่นำมาแถลงในสภาอย่างตรงไปตรงมา แต่กลับไปพูดที่กระทรวงแทน ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีคำถามเรื่องความคุ้มค่าและผลกระทบ ส่วนปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็นำเสนอไว้สั้นเกินไป ขาดรายละเอียดเรื่องการเจรจาสันติภาพ

ทั้งนี้ มีเหตุผล 4 ประการที่ทำให้ประชาชนไม่เห็นความชัดเจนหรือความหวัง คือ

  1. นโยบายเขียนแบบกว้างๆ: เป็นสิ่งที่ไม่มีใครโต้แย้งแต่ขาดรูปธรรม เครื่องมือ กรอบเวลา และตัวชี้วัด
  2. ความเชื่อมั่นในตัวผู้บริหาร: พิจารณาจากวิธีการบริหารที่ผ่านมาของรัฐมนตรีหลายท่านที่ดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง
  3. ขาดจิตวิญญาณเพื่อประชาชน: นโยบายไม่มีความรู้สึกหรือหัวใจของประชาชนอยู่ในนั้น
  4. ปัญหาคุณธรรมและจริยธรรม: ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้นโยบายสำเร็จ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นวิกฤตพลังงานและกองทุนน้ำมัน ที่รัฐบาลบริหารจัดการที่ผิดพลาด โดยเฉพาะการปล่อยให้กองทุนน้ำมันแบกรับภาระหนี้เพื่อซื้อเวลาแทนที่จะเตรียมมาตรการรองรับ จนส่งผลให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่น (เช่น โรงกลั่นหรือภาษีสรรพสามิต) ร่วมรับภาระอย่างเพียงพอ โดยค่าการกลั่นยังคงสูงเมื่อเทียบกับมาตรการที่รัฐขอความร่วมมือ

อีกทั้งประเด็นทุนสีเทาและสแกมเมอร์ รัฐบาลถูกตั้งคำถามเรื่องความจริงจังในการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดึงเงินลงทุน โดยกล่าวถึงความล่าช้าในการดำเนินคดีเมื่อเทียบกับต่างประเทศ และความสงสัยเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของบุคคลในวงอำนาจกับกลุ่มทุนเหล่านี้

‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ชำแหละนโยบายรัฐบาล! ซัดไร้รูปธรรม-อุ้มทุนพลังงาน

ส่วนประเด็นภาคการเกษตร (ตัวอย่างเรื่องมะพร้าว) แม้จะเขียนนโยบายไว้อย่างสวยหรู แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าราคามะพร้าวที่รับซื้อจากชาวสวนต่ำเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากปัญหาคนกลางและนโยบายการตั้ง "ล้งกลาง" ที่ไม่สอดคล้องกับความจริง อีกทั้งยังมีการนำเข้ามะพร้าวราคาถูกจากต่างประเทศมากระทบเกษตรกรไทย

ประเด็นสวัสดิการและงบประมาณ ก็มีข้อสังเกตว่านโยบายสวัสดิการ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หายไปจากนโยบายของพรรคแกนนำ โดยได้รับคำอธิบายว่ารัฐบาลเน้น "การให้เบ็ดมากกว่าให้ปลา" และฝากถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ระมัดระวังการใช้เงินที่มีอยู่อย่างจำกัดระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการช่วยเหลือกลุ่มเปาะบาง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในการจัดสรรงบประมาณและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ ตอนนี้อยากตั้งคำถามถึงการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณที่มีจำกัดว่า รัฐบาลจะเลือกเน้นไปที่การ "กระตุ้นเศรษฐกิจ" หรือการ "ช่วยบรรเทาภาระต้นทุน" ของประชาชน เพราะความสำคัญสูงสุดควรเป็นการเร่งช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก "ราคาน้ำมัน" ซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานของประชาชนทั้งประเทศ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในการช่วยเหลือที่ครอบคลุมที่สุด

“มีการวิจารณ์ว่านโยบายขาดการคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน อยากให้นายกรัฐมนตรีนำความเข้าใจในวิถีชีวิตคนธรรมดา มาใส่ไว้ในนโยบายเพื่อให้เห็นแนวทางการแก้ปัญหาที่กระทบต่อคนปกติอย่างแท้จริง”

ส่วนการปฏิรูปโครงสร้างและมาตรฐานสากล (OECD) เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในเรื่อง "ระบบนิติธรรม" การรักษากฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายถึง 80-90% เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมถึงความชัดเจนในประเด็นสำคัญอย่าง Net Zero ก็จะเกิดขึ้นได้ยากหากรัฐบาลยังมีท่าทีกำกวมต่อ "กฎหมายอากาศสะอาด"

‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ชำแหละนโยบายรัฐบาล! ซัดไร้รูปธรรม-อุ้มทุนพลังงาน

ยังมีเรื่อง ยาเสพติด ที่ถูกตั้งคำถามถึงผลกระทบของนโยบายกัญชาทางการแพทย์ที่กลายเป็นกัญชาเกลื่อนเมือง และ Big Data Government จะไม่เกิดขึ้นหากไม่มีการแก้กฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ ตลอดจนการยกระดับการบริหารจัดการภาครัฐและสวัสดิภาพสังคม, การจัดการภัยพิบัติ, การเร่งรัด "กฎหมายการศึกษาแห่งชาติ" ที่มีความล่าช้ามาเกือบ 10 ปี, ความโปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมาย (Rule of Law) ในการติดตามคดีสำคัญ

ความโปร่งใสในหลายกรณี เช่น คดีฮั้ว สว., คดีเขากระโดง รวมถึงการดำเนินการกับคู่สัญญาของรัฐที่สร้างความเสียหายให้แก่สาธารณะ เช่น ปัญหาที่พระราม 2, โคราช และอาคารรัฐสภา มาตรฐานจริยธรรมของคณะรัฐมนตรี ที่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับ "ทุนเทาสแกมเมอร์" หรือบุคคลที่มีคดีติดตัว (DSI) โดยเรียกร้องให้ใช้มาตรฐานเดียวกันในการพิจารณาคุณสมบัติ

"ก่อนที่ท่านจะมาแถลงนโยบาย ท่านต้องผ่านขั้นตอนที่สำคัญก็คือการถวายสัตย์ ในวันนั้นมีพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครับว่า ถ้าท่านจะทำตามคำตามคำปฏิญาณที่ทำต่อหน้าพระพักตร์ได้ ผลลัพธ์ที่จะจะต้องเกิดขึ้นคือต้องเกิดกับประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องเกิดกับประชาธิปไตยที่ต้องงอกงามไพบูลย์ และอยู่บนวิถีทางที่ถูกต้อง และต้องทำให้ประเทศมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น 

รัฐบาลทุกชุดเข้าบริหารต้องมีทั้งความสำเร็จมีทั้งความล้มเหลว เข้าใจกันได้ แต่สิ่งที่ให้อภัยกันไม่ได้ทุกรัฐบาลก็คือถ้าแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเข้าพวก และไม่เคารพในกระบวนการของกฎหมายและกระบวนการของประชาธิปไตย กราบเรียนเตือนท่านนะครับว่าถ้าท่านเห็นประชาชนเป็นเพียงแค่ทางผ่านสู่อำนาจ เห็นประชาธิปไตยเป็นแค่พิธีกรรม เห็นประเด็นเรื่องความมั่นคงจริยธรรมเป็นเพียงการหาเสียงหรือเครื่องมือทางการเมือง ท่านจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณตนที่ท่านให้ไว้ต่อหน้าพระพักตร์ และทุกคนในประเทศจะบอกว่าพอแล้ว ไม่ไหวแล้ว ขอบพระคุณครับ"