
สภาฯ เดือด ถกปม บำนาญ สส.-สว. 'หมอวรงค์' จี้ยกเลิก ชี้เอาเปรียบ ปชช.-เสี่ยงถังแตก
สภาฯ ถกเดือด เสียงแตก ปมบำนาญ สส.- สว. 'หมอวรงค์' เปิดแผลชี้สวัสดิการสุดเหลื่อมล้ำ จ่ายหลักพัน เบิกคืนได้หลักแสน ซัดเป็นภาระภาษีที่ประชาชนแบกรับ เสนอหั่นงบบำนาญทิ้ง 'ภัณฑิล' สส.ปชน. เสนอแก้กม.คุมเพดานสิทธิ์-เกณฑ์อายุงาน ด้าน 'จุติ' สส.ภูมิใจไทย หวั่นสวัสดิการแย่ คนดีจะไม่กล้าอาสามาทำงานการเมือง
KEY
POINTS
- นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เสนอในที่ประชุมสภาฯ ให้ยกเลิกบำนาญของอดีต สส. และ สว.
- ชี้ว่าเป็นอภิสิทธิ์ที่เอาเปรียบประชาชน เนื่องจากใช้ภาษีมาให้สิทธิประโยชน์ที่สูงเกินไป และเสี่ยงทำให้กองทุนฯ ล้มละลายในอนาคต
- รายงานการเงินของกองทุนฯ ปี 2567 พบว่ามีรายจ่ายสูงกว่ารายรับ 23 ล้านบาท และต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมาอุดหนุนจำนวนมาก
- มี สส. บางส่วนไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก โดยให้เหตุผลว่า จำเป็นต่อการดำรงชีพและป้องกันการทุจริตแต่เสนอให้ปรับลดสิทธิประโยชน์บางอย่างแทน
2 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระการพิจารณารับทราบรายงานของผู้ตรวจสอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2567 ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนาชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เป็นประธานในที่ประชุม โดยนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวรายงานผู้สอบบัญชีและรายงานกองทุนฯ สาระสำคัญ กองทุนเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายช่วยเหลือผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาในการจ่ายเงินเลี้ยงชีพช่วยเหลือรักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือทุพพลภาพ กรณีถึงแก่กรรม ทุนการศึกษาบุตร หรือ สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ โดยสำนักบัญชีได้ตรวจสอบเงินกองทุน มีงบแสดงฐานะการเงิน ในวันที่ 30 ก.ย.2567
โดยมีความเห็นว่า รายงานการเงินที่ได้ตรวจสอบนั้นมีความถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2567 จำนวน 180 ล้านบาท และรายได้อื่นกว่า 31 ล้านบาท รวมรายได้ 217,307,543 บาท มีค่าใช้จ่ายกว่า 234,000,000 บาท ซึ่งรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ 23 ล้านบาท
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.พรรคไทยภักดี ลุกขึ้นอภิปรายโดยให้ข้อเสนอแนะและซักถามว่า กองทุนนี้เป็นกองทุนช่วยอดีต สส.และ สว. ที่สมาชิกรัฐสภามีส่วนได้เสียในอนาคตในวันที่ไม่มีตำแหน่ง มองว่า กองทุนนี้จะติดลบและเป็นอภิสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาเพราะเป็นคนเสนอพิจารณากฎหมายเอง ชี้ว่า เป็นกองทุนที่นำภาษีของประชาชนมาดูแลสมาชิกรัฐสภามากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกกองทุนที่มีการพิจารณาก่อนหน้านี้ โดยหยิบยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า สส.และ สว.จ่ายสมทบเข้ากองทุนเดือนละ 3,500 บาท เพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ 5 สิทธิ
1. เงินทุนเลี้ยงชีพบำนาญ 2. ค่ารักษาพยาบาลตรวจร่างกายไม่เกิน 130,000 บาทต่อปี 3. เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรเบิกได้ 2 คนจนถึงปริญญาตรี 4. เงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพ 15,000 บาทต่อเดือน และ 5.เงินช่วยเหลือกรณีถึงแก่กรรม 200,000 บาท ที่จะต้องดูแลสมาชิกอาจจะนานถึง 40-50 ปี
"ผมว่าเป็นสิทธิประโยชน์ที่ทะลุฟ้า ทะลุเพดาน ที่ถือว่า ไม่มีกองทุนไหนที่ให้สวัสดิการมากมายขนาดนี้ จนรู้สึกว่า เอาเปรียบประชาชนมากเกินไปหรือไม่ อะไรตัดได้ควรจะตัด เพราะไม่เช่นนั้นวันหนึ่งกองทุนนี้จะต้องถังแตกเพราะดูรายงานของผู้ชี้แจงแล้วว่า แม้ปี 2566 ติดลบ 19 ล้านบาท ปี 2567 ติดลบ 23 ล้านบาท"
ทั้งยังได้หยิบยกงบประมาณในการใช้กองทุนที่เพิ่มมากขึ้นล่าสุดปี 2569 ที่มากถึง 420 ล้านบาทซึ่งการจัดเก็บเงินกองทุนจากสมาชิกรัฐสภาทั้ง สส.และ สว. รวม 700 คน ได้เงินสมทบกองทุนเดือนละ 3,500 บาท เดือนหนึ่งได้ประมาณ 29,400,000 บาท
หากเทียบกับกองทุน กบข.ทำให้เห็นสัดส่วนการนำเงินมาอุดหนุนแตกต่างกันมาก 15 เท่า ซึ่งขณะนี้สมาชิกที่เป็นอดีต สส.และ สว. 3,832 คน โดยมีสมาชิกยื่นรับบำนาญ 1,291 คนในปี 2567 ใช้งบ 400-500 ล้านบาท หากเกือบ 4,000 คนยื่นรับเงินกองทุนหมด ก็จะใช้เงินเกือบ 1,000 ล้านบาท ซึ่งอาจกลายเป็นกองทุนที่แบกภาระมากที่สุดในประเทศ จึงเห็นว่าในสถานการณ์อย่างนี้ สส. และ สว. เป็นนักการเมืองที่อาสาเข้ามาทำงาน ในวันที่ไม่มีตำแหน่งประชาชนต้องเลี้ยงดูพวกเราตลอดชีพเชียวหรือ เชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้ และเพื่อนข้าราชการหรือประกันสังคมรับไม่ได้สิ่งที่เกิดขึ้น
"จึงอยากจะเรียกร้องให้ในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย ช่วยกันเสียเสียสละ ยกเลิกบำนาญ สิทธิประโยชน์อื่นยังพอรับได้แต่บำนาญที่เป็นภาระที่ประชาชนต้องเอาภาษีมาเลี้ยงดู เชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้เสนอให้ยกเลิกบำนาญ" นพ.วรงค์กล่าว
ด้านนายนพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตนไม่เห็นด้วยให้ยกเลิกบำนาญเพราะผู้แทนต้องกินต้องใช้ บางคนไม่มีทุนรอน จากข่าวที่ผ่านมามีผู้แทนหลายคนที่ไม่ได้เป็นผู้แทนแล้วไม่มีบ้านอยู่ ต้องไปอาศัยในเพิง อย่างไรก็ดี สวัสดิการของผู้แทนไม่ใช่ว่าได้ไม่อั้น กองทุนนี้มาจากการสมทบของ สส. เดือนละ 3,500 บาท ลองคำนวณดูว่าคนที่เป็นสส.มา 40 ปี เงินสมทบที่ส่งเข้ากองทุนนั้นเป็นตัวเลขที่ได้รับนั้นไม่มากหากฝากธนาคารยังได้เยอะกว่าสวัสดิการที่ได้รับ
"ในต่างประเทศเงินเดือนผู้แทนได้จำนวนมากเพราะคนที่มาทำงานระดับชาติควรต้องอยู่อย่างมีเกียรติภูมิ และไม่ต้องแสวงหา หากตัดไปจะรับรองได้หรือไม่ว่า ผู้แทนจะไม่มีการรับเงินใต้โต๊ะซึ่งไม่เห็นด้วยให้ยกเลิกอยากให้มีกองทุนต่อไปแต่ยินดีให้มีการปรับเปลี่ยนบางอย่าง ตัดลดลง แต่บางอย่างเป็นสวัสดิการที่น้อยมากเมื่อเทียบกับกองทุนอื่น" นายนพพล ระบุ
ขณะที่นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า กองทุนดังกล่าวไม่ใช่กองทุนที่เลี้ยงตัวเองได้แต่ที่อยู่ได้เพราะมีภาษีประชาชนอุ้มอยู่ เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า 90% คือจ่ายให้กับเงินทุนเลี้ยงชีพ เมื่อประเมินที่คะแนนสวยเกินเป็นจริงเพราะมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล เนื่องจากกรรมการกองทุนประชุมปีละครั้ง ขณะที่กองทุนฯ มีเงินหลักร้อยล้านบาท ในอนาคตเชื่อว่าสมาชิกเพิ่มขึ้น ต้องใช้งบกลางมาสมทบหลัก 300 ล้านบาทต่อปี ถือว่า รายจ่ายมากกว่ารายรับไม่มีการรองรับผันผวนทางการเมืองโดยประชาชนจะแบกรับฐานะผู้เสียภาษี
จึงขอเสนอให้ ระงับการขยายสิทธิทุนเลี้ยงชีพ และให้คงไว้เฉพาะสิทธิจำเป็น รวมถึงต้องแก้กฎหมาย กำหนดอายุงานขั้นต่ำและจำกัดเพดานสิทธิ์ นอกจากนั้นแล้วต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด และบังคับกรรมการประชุมทุกไตรมาส
ด้านนายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ อภิปรายว่า ประเด็นสำคัญ คือ สส.ทำงานที่คุ้มค่าเงินภาษีประชาชนหรือไม่ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ประชาชนสงสัย สส.สมัยเดียว เป็น สส.ปีเดียว หรือ 2 ปี ไม่เก่งไม่มีความเป็นตัวเองแต่ได้เข้ามาสู่สภาต้องทำงานให้คุ้มค่าเงินเดือน
"สส.ใหม่ หรือ สส.เก่า เสียสละเพื่อประเทศ ประชาชน ประเทศมีหนี้สาธารณะ 12 ล้านล้านบาท หากร่วมแรงร่วมใจทำให้คล้ายกับ ไม่กินข้าวฟรี จะทำให้สภาฯควบคุมรายจ่ายของรัฐที่แท้จริงและรักษาประโยชน์ประชาชนที่แท้จริง"
ขณะที่นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า อยากให้ใจกว้าง มีสภามาแล้ว 27 ชุด มี สส.ทั้งหมด 9,643 คน มีคนยื่นรับเงินบำนาญประมาณ 1,291 คน ไม่ถึง 1% อยากให้คิดถึงภาพรวม ไม่มีใครอยากป่วย ไม่เช่นนั้นจะได้เห็นนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนสุดท้ายเพราะคนดีจะไม่กล้าอาสาเข้ามาทำงานเพื่อสาธารณะ
"ผมเห็น สส.ที่ฐานะยากจนเข้ามาเป็นผู้แทนและมีฐานะยากจนออกไป บางคนรวยมาจนกลับไป อย่าเอาระบบนิเวศน์ปัจจุบันมาตัดสินคนรุ่นก่อน เงินเดือนสภาฯ ยุคแรกหลัง 300-500 บาท วันที่ทองคำบาทละ 400 บาท วันนี้บาทละ 7 หมื่น ผมได้เงินเดือน 7 หมื่นบาท ขอให้ดูภารกิจว่า ทำให้ประชาชนคุ้มค่าหรือไม่ สภาฯ ยังเป็นที่พึ่งของประชาชนไม่อยากให้แบ่ง สส.รวย หรือ สส.จน" นายจุติ ระบุ







