
ผ่ารัฐบาล“อนุทิน 2”สูตรผสมน้ำเงิน-แดง เกมต่อรองเก้าอี้ ครม.
ผ่ารัฐบาล“อนุทิน 2”สูตรผสมน้ำเงิน-แดง เกมต่อรองเก้าอี้ ครม. : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4182
KEY
POINTS
- รัฐบาลใหม่ “อนุทิน 2” เป็นรัฐบาลผสมระหว่าง พรรคภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน) และ พรรคเพื่อไทย (สีแดง) เป็นหลัก โดยมีเสียงสนับสนุนในสภา 291 เสียง
- พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำได้จัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ และตำแหน่งประธานสภาฯ ให้แก่เครือข่ายนักการเมืองสายใหม่และกลุ่มบ้านใหญ่ในสังกัด
- เกิดเกมต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีกับพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะกรณีคุณสมบัติของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ที่มีคดีอยู่ในชั้น ป.ป.ช. ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติ
บรรยากาศการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง 2569 เริ่มเห็น “โครงสร้างอำนาจ” ชัดขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะการก่อรูปของรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกวางบทบาทเป็นแกนนำรัฐบาลชุดใหม่ หรือที่ถูกเรียกในแวดวงการเมืองว่า “รัฐบาลอนุทิน 2”
โครงสร้างเสียงในสภาผู้แทนราษฎรที่ก่อตัวขึ้น “ขั้วรัฐบาล” รวบรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลรวม 15 พรรค จำนวน 291 เสียง ซึ่งถือว่าเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรที่มีทั้งหมด 500 ที่นั่ง และเพียงพอสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล
ขณะที่ “ขั้วฝ่ายค้าน” มี 7 พรรค รวม 209 เสียง โดยมี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน เป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญของขั้วการเมืองฝ่ายตรวจสอบรัฐบาล
ขั้วรัฐบาล 15 พรรค 291 เสียง
พรรคแกนนำรัฐบาลคือ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งกวาดที่นั่ง ส.ส.มากที่สุดในขั้วรัฐบาล จำนวน 192 เสียง และเป็นฐานเสียงหลักของการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่
ส่วนพรรคพันธมิตรสำคัญอีกพรรคคือ พรรคเพื่อไทย ที่มี 74 เสียง กลายเป็นพรรคอันดับสองในฝ่ายรัฐบาล และมีบทบาทสำคัญในการเสริมเสถียรภาพเสียงในสภา
ขณะที่พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าร่วมรัฐบาลเพิ่มเติม ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง
รวมถึงพรรคขนาดเล็กที่มีเสียงละ 1 ที่นั่ง ได้แก่ พรรครวมใจไทยพรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน พรรคประชาธิปไตยใหม่พรรคใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ และ พรรคมติใหม่
การรวมตัวของพรรคขนาดเล็กเหล่านี้ แม้มีจำนวนที่นั่งไม่มาก แต่มีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่ม “กันชนเสียง” ให้รัฐบาลมีความมั่นคงมากขึ้นในการผ่านกฎหมายและการลงมติในสภา
ฝ่ายค้าน 7 พรรค 209 เสียง
ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายค้าน รวมตัวกัน 7 พรรค จำนวน 209 เสียง โดยมี พรรคประชาชน เป็นแกนนำหลักของขั้วตรวจสอบรัฐบาล
โครงสร้างเสียงฝ่ายค้านประกอบด้วย พรรคประชาชน 120 เสียง พรรคกล้าธรรม 58 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง และ พรรคไทยภักดี 1 เสียง
แม้ฝ่ายค้านจะมีเสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสภา แต่จำนวน 209 เสียง ถือว่าเป็นตัวเลขที่ยังมีน้ำหนักในการอภิปราย ตรวจสอบ และกดดันรัฐบาลในเวทีรัฐสภา โดยเฉพาะในประเด็นการเปิด “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” หรือ การผลักดันวาระทางการเมือง
ในเชิงสมการทางการเมือง เสียง 291 ต่อ 209 ทำให้รัฐบาลมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้าน 82 เสียง ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่บริหารสภาได้ค่อนข้างมั่นคง
อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเสียงเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับ “เอกภาพภายในพรรคร่วมรัฐบาล” และความสามารถในการบริหารสมดุลผลประโยชน์ของพรรคการเมืองจำนวนมากในรัฐบาลผสม
“เลือดใหม่น้ำเงิน”ยึด รมต.
ขณะที่จังหวะการจัดสัมมนาพรรคภูมิใจไทยที่จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กลายเป็นจุดสำคัญของการ “จัดทัพภายใน” และเคลียร์ตำแหน่งรัฐมนตรีในโควตาพรรค ส่งผลให้ “โผ ครม.”เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ขณะที่เกมต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ พรรคเพื่อไทย ยังคงเดินไปควบคู่กับการจัดอำนาจในรัฐบาลใหม่
หนึ่งในสัญญาณสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ คือ การดันนักการเมืองสายใหม่ “บ้านใหญ่” ในเครือข่ายสีน้ำเงิน ขึ้นมาถือครองกระทรวงเศรษฐกิจและทรัพยากรหลัก
ตามรายงานข่าวระบุว่า สุชาติ ชมกลิ่น ถูกวางตัวให้คุม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ มีชื่อขึ้นเป็น รมว.พลังงาน และ วราวุธ ศิลปอาชา ถูกจับวางในตำแหน่ง เจ้ากระทรวงอุตสาหกรรม
นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า การเปิดพื้นที่ให้กลุ่มการเมืองรุ่นใหม่เข้ามาถือครองกระทรวงใหญ่ เป็นความพยายามสร้าง “โครงสร้างอำนาจระยะยาว” ของเครือข่ายสีน้ำเงิน
ก๊วน“ลูกบังเกิดเกล้า”แจ้งเกิด
ขณะเดียวกันอีกกลุ่มที่ถูกจับตา คือเครือข่ายการเมืองที่ถูกเรียกกันในวงการว่า “ลูกเทพ” หรือ “แก๊งลูกบังเกิดเกล้า” ซึ่งกำลังถูกวางตำแหน่งในระดับรัฐมนตรีช่วย เพื่อปูฐานอำนาจในหลายกระทรวงสำคัญ
รายชื่อที่ปรากฏใน “ครม.อนุทิน 2” ได้แก่ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ในตำแหน่ง รมช.มหาดไทย สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และ ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ในตำแหน่ง รมช.คมนาคม บุณย์ธิดา สมชัย ในตำแหน่ง รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ส่วน สุขสมรวย วันทนียกุล และ พลพีร์ สุวรรณฉวี ยังอยู่ในขั้นตอนการจัดวางตำแหน่งที่เหมาะสม
“โสภณ”คุมกลไกนิติบัญญัติ
นอกจากสมการฝ่ายบริหารแล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติก็เป็นอีกสมรภูมิสำคัญในการกำหนดเสถียรภาพรัฐบาล กระแสข่าวระบุว่า โสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์หลายสมัย ถูกวางตัวให้ขึ้นเป็น ประธานสภาผู้แทนราษฎร
ขณะที่ตำแหน่ง รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง มีชื่อของ มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ซึ่งเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ในสภา และถูกมองว่ามีศักยภาพในการประสานงานกับ ส.ส.หลายพรรค
การวางตัวเช่นนี้สะท้อนยุทธศาสตร์สำคัญของแกนนำรัฐบาล ที่ต้องการควบคุม “กลไกสภา” เพื่อให้การผ่านกฎหมายสำคัญของรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น
เขย่าโควตารมต.เพื่อไทย
ในฝั่งของ พรรคเพื่อไทย โควตารัฐมนตรีบางตำแหน่งยังอยู่ในภาวะไม่แน่นอน โดยเฉพาะกรณีของ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาฯพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีประเด็นคดีอยู่ในชั้นการพิจารณาของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ก่อนหน้านี้ อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่า การคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจะต้องยึดตามคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
แต่มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยว่า สำหรับรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ในการร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย มีการตกลงกันว่า พรรคเพื่อไทยมีอำนาจคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเสนอไป หลังมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย มีคำถามเกี่ยวกับชื่อ นายประเสริฐ เพราะมีคดีลงนามเอ็มโอยูสแกนม่านตาในชั้น ป.ป.ช. ที่คนในพรรคภูมิใจไทยตรวจสอบผ่านกระทรวงดิจิทัลฯ และ กระทรวงยุติธรรม
รวมถึงกรณี ป.ป.ช.มีมติไต่สวนข้อกล่าวหา การจัดงบประมาณโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงปี 68 วงเงิน 5.1 หมื่นล้าน ที่มีการโยงไปถึงนายประเสริฐ
ล่าสุดทางพรรคเพื่อไทย ได้มีการหารือกันในระดับแกนนำ โดยจะยังคงยืนยันเหมือนเดิมที่จะส่งชื่อ นายประเสริฐ เป็นรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยเช่นเดิม
เบื้องหลังเมินกล้าธรรม-ปชป.
ขณะเดียวกันมีรายงานว่า สาเหตุที่พรรคภูมิใจไทย เลือกไม่ดึง พรรคกล้าธรรม เข้าร่วมรัฐบาล เนื่องจากมีข้อกังวลเกี่ยวกับบุคคลในพรรคบางส่วนที่ถูกโยงกับธุรกิจสีเทา รวมถึงคดี “แจกกล้วย” ในยุครัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ช.
ส่วน พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) แม้จะมี ส.ส.ในสภา แต่แกนนำรัฐบาลประเมินว่า ยังขาดเอกภาพภายใน เนื่องจากมีการแบ่งกลุ่มอำนาจระหว่างสายของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ชัยชนะ เดชเดโช
ปัจจัยดังกล่าวทำให้สูตรรัฐบาลถูกออกแบบในลักษณะ “พรรคร่วมจำกัด” เพื่อควบคุมเสถียรภาพทางการเมือง
พ.ค.รัฐบาลใหม่บริหารประเทศ
สำหรับตามกำหนดการทางการเมืองที่ถูกวางไว้ในขณะนี้ คือ 14 มีนาคม 2569 รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา, 15 มีนาคม เลือกประธานสภาและรองประธานสภา, 18–19 มีนาคม โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี, ปลายมีนาคม โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี, เดือนเมษายน จัดตั้งคณะรัฐมนตรีและตรวจสอบคุณสมบัติ และ ปลายเมษายน – ต้นพฤษภาคม แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา
หากทุกขั้นตอนเป็นไปตามไทม์ไลน์ดังกล่าว รัฐบาล “อนุทิน 2” จะเริ่มบริหารประเทศอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569
และนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของสมการอำนาจใหม่ในเวทีการเมืองไทย ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก “การเมืองขั้วเดิม” ไปสู่ “เครือข่ายอำนาจชุดใหม่” ภายใต้โครงสร้างรัฐบาลผสมหลังค่าย “น้ำเงิน+แดง”
รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4182

