thansettakij
thansettakij
รัฐบาลเจอตอดัน ‘พ.ร.ก.กู้เงิน’ เติมกองทุนน้ำมัน เสี่ยงติดล็อกมาตรา 169

รัฐบาลเจอตอดัน ‘พ.ร.ก.กู้เงิน’ เติมกองทุนน้ำมัน เสี่ยงติดล็อกมาตรา 169

10 มี.ค. 2569 | 08:13 น.
อัปเดตล่าสุด :10 มี.ค. 2569 | 08:18 น.

รัฐบาลเตรียมแผน ออก พ.ร.ก.กู้เงินเติมสภาพคล่องกองทุนน้ำมัน เสี่ยงติดล็อกมาตรา 169 เข้าข่ายสร้างภาระผูกพันรัฐบาลใหม่ อาจต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาทำต่อ

KEY

POINTS

  • รัฐบาลพิจารณาแนวทางออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
  • การออก พ.ร.ก. ดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ซึ่งจำกัดอำนาจของคณะรัฐมนตรีรักษาการ
  • ประเด็นสำคัญคือการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้และต้องรอรัฐบาลใหม่

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือวิกฤตด้านพลังงาน โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเรื่องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับใช้เป็นวงเงินใช้ดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานในประเทศว่า หากรัฐบาลใช้ทางเลือกนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ 

แม้กรณีนี้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าจะเข้าข่ายมาตรา 169 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หรือไม่ 

“ประเด็นนี้ไม่จำเป็นต้องขอ กกต. เพราะไม่ใช่เรื่องของงบกลางและไม่ใช่เรื่องการแต่งตั้งบุคคล แต่การดำเนินงานของกระทรวงพลังงานนั้น จะต้องพิจารณาว่าจะเข้าข่ายมาตรา 169 ในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ ซึ่งหากฟังเบื้องต้นน่าจะเข้าข่ายที่อาจจะทำไม่ได้และต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาก่อน” แหล่งข่าว กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนอย่างเช่นกรณีที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก ก็คงต้องพิจารณาข้อกฎหมายอีกครั้ง ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 กระทรวงพลังงานยังไม่ได้รายงานเรื่องนี้ต่อครม.

สำหรับรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 169 กำหนดว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 167 (2) และต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ตามมาตรา 168 ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพัน ต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เว้นแต่ที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี

(2) ไม่แต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำหรือพนักงานของ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือพ้นจากตำแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ การเลือกตั้งก่อน

(3) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน

(4) ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด