
ซัดกันนัว! คณะทำงานฯ ซัดผู้บริหารพรรคประชาชน เลือกคนชิง สส.ติดคดีข่มขืน
รอยร้าวพรรคประชาชนซัดกันนัว! หลังคณะทำงานความเสมอภาคทางเพศ ออกโรงจี้ปฏิรูประบบคัดกรองผู้สมัคร หลังศาลตัดสินคดีข่มขืน ด้าน ‘เอกราช’ ว่าที่ สส.กทม. ฟาดกลับเดือด ‘หิวแสง-พูดชุ่ย’ ก่อนลบโพสต์หนี ขณะที่โฆษกพรรคส้มน้อมรับผิดและขอโทษเหยื่ออย่างเป็นทางการ
KEY
POINTS
- คณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศในพรรคประชาชน (คสพป.) ออกแถลงการณ์วิจารณ์ผู้บริหารพรรค กรณีคัดเลือกผู้สมัคร สส. จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งต่อมาถูกศาลฎีกาพิพากษาว่ามีความผิดในคดีข่มขืน
- คณะทำงานฯ ได้ยื่นข้อเสนอ 3 ข้อเพื่อปรับปรุงกระบวนการคัดกรองและป้องกันปัญหาความรุนแรงทางเพศ รวมถึงการให้คณะทำงานฯ มีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัคร
- เกิดความขัดแย้งภายในพรรคเมื่อว่าที่ สส. ของพรรคโพสต์ข้อความตอบโต้คณะทำงานฯ อย่างรุนแรง ขณะที่โฆษกพรรคได้ออกมาขอโทษและยืนยันว่าสถานะของผู้สมัครคนดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายภายในพรรคประชาชน (ปชน.) ที่เรียกได้ว่าซัดกันนัวระหว่างสมาชิกพรรคด้วยกันเอง เมื่อ "คณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศในพรรคประชาชน (คสพป.)"
นำโดย น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ และสมาชิกคนสำคัญรวม 41 ราย ได้พร้อมใจกันออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวังอย่างรุนแรงต่อกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครของพรรค
กรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายธีระวัฒน์ หรือ "บอย" ผู้สมัคร สส.จังหวัดมหาสารคาม เขต 1 ถูกศาลฎีกาพิพากษาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ว่ามีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา โดยให้ลงโทษจำคุกและปรับ
คณะทำงานฯ ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชน และขัดต่อหลักการความเสมอภาคทางเพศที่พรรคยึดมั่นมาโดยตลอด
คณะทำงานฯ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของ สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น และพนักงานพรรค เห็นว่าพรรคยังขาดกลไกการตรวจสอบและคัดกรองที่รอบด้าน โดยเฉพาะในประเด็นการคุกคามและความรุนแรงทางเพศ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงได้ยื่นข้อเสนอ 3 ประการต่อผู้บริหารพรรค ได้แก่
1. การจัดทำระบบรับเรื่องร้องเรียนที่โปร่งใสและคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ร้อง
2. ให้คณะทำงานฯ มีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการในกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครและมีสัดส่วนในคณะกรรมการวินัย
3. แก้ไขข้อบังคับพรรคเพื่อรับรองอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานฯ ให้มีผลในทางปฏิบัติอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศภายในพรรคกลับยิ่งเดือดส่อแววซัดกันนัวมากขึ้น เมื่อนายเอกราช อุดมอำนวย ว่าที่ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวสวนกลับคณะทำงานฯ อย่างดุเดือด
โดยระบุว่าคณะทำงานฯ "บ้าบอ-หิวแสง" และตั้งคำถามว่าเข้าใจหลักการทางกฎหมายที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence) หรือไม่
นายเอกราชยังชี้แจงว่าในคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เคยยกฟ้อง จึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่พรรคจะทราบคำวินิจฉัยล่วงหน้า พร้อมทั้งกล่าวตำหนิคณะทำงานฯ ด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า "ทุเรศฉิบหาย พูดชุ่ยๆ" และขอให้หยุดชี้หน้าด่าพรรค ก่อนที่จะลบโพสต์ดังกล่าวออกไปในเวลาต่อมา
โดยก่อนหน้านี้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อลดความขัดแย้ง โดยกล่าวขอโทษต่อเหยื่อที่ต้องเห็นผู้กระทำผิดทำหน้าที่เป็นผู้สมัคร สส. ในช่วงที่ผ่านมา พร้อมยอมรับว่าพรรคต้องนำเหตุการณ์นี้ไปทบทวนกระบวนการคัดสรรผู้สมัครให้รัดกุมยิ่งขึ้น และยืนยันว่าเมื่อมีคำสั่งศาลฎีกา สถานะความเป็นผู้สมัครและสมาชิกพรรคของนายธีระวัฒน์จะสิ้นสุดลงทันที
สำหรับรายละเอียดคำพิพากษา ศาลฎีกาได้พิพากษากลับคำตัดสินของศาลชั้นต้น โดยให้จำคุกนายธีระวัฒน์ เป็นเวลา 4 ปี ในคดีมอมยาข่มขืนหญิงสาว แต่เนื่องจากคำให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษเหลือจำคุก 2 ปี 8 เดือน และสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 200,000 บาท
ทั้งนี้ แถลงการณ์ของคณะทำงานฯ มีผู้ลงนามร่วมสนับสนุนจำนวนมาก รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล, น.ส.อังสนา โรมินทร์ คราวซ์, นายคณาสิต พ่วงอำไพ และมีที่ปรึกษาอย่าง นางณัฐยา บุญภักดี, น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ และนายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ร่วมลงชื่อด้วย โดยคณะทำงานฯ ยังยืนยันว่าพร้อมจะเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้พรรคเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัยและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

