

KEY
POINTS
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณา 907 ศาลมีคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา4 ยื่นฟ้อง นายพฤติกร สาระกุล หรือโจ้ อดีตทีมงานก้าวหน้าเป็นจำเลยในความผิดดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมาย อาญาม.112และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
ศาลออกหมายจับปรับนายประกัน โดยทนายความในคดีนี้คือนายอานนท์ นำภา ทนายความและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งอยู่ระหว่างจำคุกอยู่จากคดี 112 เดินทางจากเรือนจำเข้ามาฟังการพิจารณาของศาลด้วย
ทั้งนี้ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาให้จำคุกนายพฤติกร จำเลยรวม 20 ปีฐานดูหมิ่นสถาบันและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
โจทก์ฟ้องว่าขณะเกิดเหตุขณะเกิดเหตุ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมาตรา 6 บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้
ต่อมาวันที่ 8 พ.ย. 2564 - 27 มี.ค. 2565 จำเลยยังได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ลงในแอปพลิเคชั่นทวิตเตอร์ เป็นการใส่ความ เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นเหยียดหยาม พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นประมุข ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ โดยประการที่น่าจะทำให้พระมหากษัตริย์ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ทั้งเป็นการปลุกปั่นทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดและจูงใจให้ต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ จนอาจนำมาซึ่งความเกลียดชัง
โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อมูลที่จำเลยโพสต์นั้นเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าพยานที่นำสืบมาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14(3) เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษม.112 การกระทำผิดของจำเลยหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกระทงความผิดไป ให้ลงโทษจำเลย 10 กระทง กระทงละ 3 ปี รวม 30 ปี และให้ลงโทษจำคุกต่อจากคดี อ.1485/2566 ของศาลนี้
โดยจำเลยอยู่ระหว่างถูกออกหมายจับเพื่อนำตัวมาบังคับโทษตามคำพิพากษาต่อไป