

KEY
POINTS
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ถูกขนานนามโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” โดยมุ่งเน้นการวางกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตที่เข้มงวดและเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จะพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านบทบาทของภาคประชาชนและกระบวนการลงโทษนักการเมือง
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือ บทบาทของภาคประชาชนในการตรวจสอบฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยรัฐธรรมนูญปี 2550 บัญญัติให้สิทธิประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน ไม่น้อยกว่า 20,000 คน สามารถเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้วุฒิสภามีมติ ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมืองได้ หากมีพฤติการณ์ส่อว่าทุจริตหรือร่ำรวยผิดปกติ (ตามมาตรา 164 และ 271)
ในขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ตัดบทบัญญัติสิทธิในการเข้าชื่อถอดถอนโดยประชาชนออกไปโดยเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากผู้ร่วมถอดถอน เป็นเพียงผู้ให้ความร่วมมือในการรณรงค์และ “ชี้เบาะแส” การทุจริตตามมาตรา 63 ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องจัดกลไกคุ้มครองประชาชนที่แจ้งข้อมูล จึงถือเป็นการตัดสิทธิประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอนนักการเมือง
รัฐธรรมนูญปี 2560 เพิ่มความเข้มข้นของการลงโทษผ่านกระบวนการทางตุลาการมากขึ้น โดยการกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันออก “มาตรฐานจริยธรรม” บังคับใช้กับนักการเมือง หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีความผิดฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จะต้องพ้นจากตำแหน่ง และถูก เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต (Political Death Penalty) รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ได้อีกเลย ตามมาตรา 235 วรรคสามและสี่
ในขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2550 แม้จะมีการถอดถอนตามมาตรฐานจริยธรรมเช่นกัน แต่หากเป็นการฝ่าฝืนร้ายแรงจะใช้เป็นเหตุในการส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการเพื่อนำไปสู่กระบวนการถอดถอนของวุฒิสภา(ต้องใช้เสียง 3 ใน 5) และกำหนดโทษการตัดสิทธิทางการเมืองไว้เพียง 5 ปี เท่านั้น ตามมาตรา 274
เหตุผลที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มักยกขึ้นมาอธิบายคือ ในอดีตการเข้าชื่อถอดถอนโดยประชาชนตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 นั้นแทบจะไม่เคยนำไปสู่การถอดถอนนักการเมืองได้จริงในทางปฏิบัติ เนื่องจากขั้นตอนในวุฒิสภามีความซับซ้อนและต้องใช้เสียงสนับสนุนจำนวนมาก จึงได้เปลี่ยนมาใช้ระบบการตรวจสอบผ่าน "มาตรฐานจริยธรรม" โดยศาลแทน ซึ่งมีความกระชับและเห็นผลที่เป็นรูปธรรมมากกว่า
กลไกปราบโกงในรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้เพิ่มบทลงโทษขั้นสูงสุดสำหรับการแทรกแซงงบประมาณ โดยห้าม สส. สว. หรือกรรมาธิการ มีส่วนในการใช้จ่ายเงินงบประมาณไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการฝ่าฝืน สส. หรือ สว. ผู้นั้นจะสิ้นสุดสมาชิกภาพและถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (มาตรา 144)
ที่สำคัญคือ หาก คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้กระทำ อนุมัติ หรือรู้เห็นแต่ไม่ยับยั้ง ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต
ซึ่งในรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ได้กำหนดโทษถึงขั้นให้ ครม. พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะในกรณีนี้ มีเพียงการห้าม สส. สว. หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย (มาตรา 168 วรรคหก) หากมีการฝ่าฝืนและศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิด ให้การกระทำนั้นเป็นอันสิ้นผลไป (มาตรา 168 วรรคเจ็ด)
กล่าวโดยสรุป กลไกปราบโกงของรัฐธรรมนูญปี 2560 คือการเปลี่ยนจากกระบวนการตรวจสอบโดยภาคประชาชนและรัฐสภา ไปสู่การใช้อำนาจตุลาการ และองค์กรอิสระขั้นเด็ดขาด โดยเน้นการลงโทษที่รุนแรงถึงขั้นตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริหารที่ขาดจริยธรรมเข้ามามีอำนาจ
ที่น่าสังเกตุคือดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) ปี 2024 ที่ประกาศโดย Transparency International ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 จัดอันดับให้ประเทศไทยได้รับ 34 คะแนน จากเต็ม 100 คะแนน ต่ำที่สุดในรอบ 12ปี(ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 43 คะแนน) ทำให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 107 จาก 180 ประเทศทั่วโลก และมีคะแนนลดลงจากปี 2023 ที่ได้ 35 คะแนน