thansettakij
thansettakij
นับถอยหลัง “รีเซ็ตมหาดไทย” 18 เก้าอี้ใหญ่ว่าง-เขย่าโผผู้ว่าฯ

นับถอยหลัง “รีเซ็ตมหาดไทย” 18 เก้าอี้ใหญ่ว่าง-เขย่าโผผู้ว่าฯ

16 ส.ค. 69 | 09:46 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ส.ค. 69 | 10:07 น.

นับถอยหลัง “รีเซ็ตมหาดไทย” 18 เก้าอี้ใหญ่ว่าง-เขย่าโผผู้ว่าฯ : รายงานพิเศษ โดย...ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4226

KEY

POINTS

  • กระทรวงมหาดไทยเตรียมปรับทัพข้าราชการครั้งใหญ่ หรือ "รีเซ็ตมหาดไทย" ภายใน 30 ก.ย. เพื่อทดแทนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง 18 ตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณอายุราชการ
  • ตำแหน่งสำคัญที่ว่างลงประกอบด้วย รองปลัดกระทรวง, อธิบดี, ผู้ตรวจราชการ และโดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 13 แห่ง ซึ่งเป็นที่จับตามองเป็นพิเศษ
  • การโยกย้ายครั้ง นี้เป็นการจัดวางกำลังคนใหม่เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล นายกฯอนุทิน ยืนยันว่าจะพิจารณาจากความเหมาะสมกับงานเป็นหลัก ไม่ยึดติดกับระบบอาวุโส หรือ สายสัมพันธ์

กระทรวงมหาดไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการจัดทัพข้าราชการระดับสูง หลัง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) ส่งสัญญาณชัดว่า การปรับโครงสร้างกำลังคนและการแต่งตั้งโยกย้ายภายในกระทรวง จะต้องเห็นความชัดเจน ไม่เกินวันที่ 30 กันยายน 2569

คำยืนยันดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการ “รีเซ็ตมหาดไทย” ครั้งใหญ่ ซึ่งถูกจับตามองว่าไม่ได้เป็นเพียงการโยกย้ายเพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างจากการเกษียณอายุราชการตามฤดูกาลปกติเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นจังหวะสำคัญของการ “จัดวางกำลังคนใหม่” ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะตำแหน่งระดับอธิบดี ผู้ตรวจราชการ รองปลัดกระทรวง และผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลลงไปสู่พื้นที่

30 กันยายนเส้นตายจัดทัพใหม่

นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการรีเซ็ตกระทรวงมหาดไทย จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เมื่อใด โดยย้ำว่า “ไม่เกิน 30 กันยายนนี้”

ถ้อยคำสั้น ๆ แต่มีนัยทางการเมืองไม่น้อย เพราะวันที่ 30 กันยายนถือเป็นเส้นตายสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินในแต่ละปี ก่อนเข้าสู่รอบปีงบประมาณใหม่ ในวันที่ 1 ตุลาคม และเป็นช่วงที่กระทรวงมหาดไทยต้องจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อทดแทนข้าราชการที่เกษียณอายุราชการ

 

ปีนี้จึงยิ่งน่าจับตา เพราะกระทรวงมหาดไทย มีข้าราชการครบอายุ 60 ปี และพ้นจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 รวม 192 ราย

ในจำนวนนี้มีตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่ถือเป็น “เก้าอี้ยุทธศาสตร์” รวม 18 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รองปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ตรวจราชการกระทรวง และ ผู้ว่าราชการจังหวัด

จึงไม่ใช่เพียงการเติมคนให้ครบตำแหน่ง แต่เป็นโอกาสของฝ่ายบริหารในการจัดวางคนใหม่ให้สอดรับกับทิศทางการบริหารประเทศ และสนองตอบต่อนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2

18 เก้าอี้ใหญ่ว่างเปิดทางจัดทัพ

สำหรับตำแหน่งข้าราชการระดับสูงที่ครบเกษียณในปีนี้ ประกอบด้วย

รองปลัดกระทรวงมหาดไทย : นายสันติธร ยิ้มละมัย

อธิบดี: นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน และ นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง

ผู้ตรวจราชการกระทรวง: นายณัฐวัสส์ วิริยานภาภรณ์ และ นายสมภพ สมิตะสิริ

ขณะที่ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่ครบเกษียณมีถึง 13 จังหวัด ตั้งแต่ยะลา ขอนแก่น ยโสธร นครสวรรค์ ตาก อ่างทอง สระแก้ว ปัตตานี อุดรธานี ปราจีนบุรี แพร่ อุทัยธานี และ ประจวบคีรีขันธ์

ในเชิงโครงสร้าง ถือเป็น “ช่องว่าง” ขนาดใหญ่ที่เปิดขึ้นพร้อมกันทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และเมื่อรวมกับตำแหน่งที่อาจมีการขยับสับเปลี่ยนจากเหตุผลด้านประสิทธิภาพการทำงาน ก็ยิ่งทำให้รอบแต่งตั้งเดือน “สิงหาคม-กันยายน” ปีนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ

                             นับถอยหลัง “รีเซ็ตมหาดไทย” 18 เก้าอี้ใหญ่ว่าง-เขย่าโผผู้ว่าฯ

จากเกษียณสู่จัดวางกำลังคน

ในทางราชการ การแต่งตั้งทดแทนผู้เกษียณ ถือเป็นกระบวนการปกติ แต่สิ่งที่ทำให้รอบนี้แตกต่างออกไปคือ “บริบททางการเมือง” ที่กำลังเกิดขึ้นภายในกระทรวงมหาดไทย

ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า กระทรวงมหาดไทยกำลังเตรียมการ “รีเซ็ต” ครั้งใหญ่ ขณะที่ นายอนุทิน ก็ออกมาระบุถึงหลักคิดในการโยกย้ายว่า ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่อง “ใหญ่หรือเล็ก” แต่ต้องพิจารณาว่าใครเหมาะสมกับงานและสถานการณ์ในช่วงเวลานั้น

นัยสำคัญอยู่ที่คำว่า “เหมาะกับงาน” เพราะนั่นหมายความว่า การโยกย้ายในรอบนี้ อาจไม่ได้ยึดเพียง “อาวุโส” ตามลำดับบัญชี หรือเป็นการเติมตำแหน่งที่ว่างจากการเกษียณเท่านั้น แต่เป็นการประเมินว่าบุคคลใดเหมาะสมกับภารกิจและพื้นที่ใดในสถานการณ์ปัจจุบัน

โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งไม่ได้มีบทบาทเพียงในระบบราชการเท่านั้น แต่เป็น “แขนขา” ของรัฐบาลในพื้นที่

ผู้ว่าฯ จึงเป็นตำแหน่งที่การ “จัดวางตัวบุคคล” มีผลโดยตรงต่อการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล การบริหารงบประมาณ การประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนการดูแลสถานการณ์ทางการเมืองและสังคมในแต่ละจังหวัด

ดังนั้น การมีตำแหน่งใหญ่ว่างพร้อมกัน 13 จังหวัด จึงเท่ากับเปิดพื้นที่ให้เกิดการจัดวางกำลังคนในภูมิภาคครั้งใหญ่

“อนุทิน”ปัดเส้นสายย้ำฟังปลัดฯ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ท่าทีของ นายอนุทิน ต่อคำถามเรื่องสายสัมพันธ์ทางการเมืองในการแต่งตั้งข้าราชการ กรณีอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นคนปัจจุบัน นายอนุทิน ยืนยันว่า การขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นไปตามความก้าวหน้าของการรับราชการ และไม่มีเรื่องเส้นสาย

นายอนุทิน อธิบายหลักการแต่งตั้งว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้เสนอรายชื่อขึ้นมา หากเห็นว่าเหมาะสมกับช่วงเวลานั้น และในระดับอธิบดี หากไม่มีความเห็นแย้ง ก็จะเสนอเข้าสู่ ครม.

ดังนั้น ศึกจัดทัพกระทรวงคลองหลอดรอบนี้ จึงต้องจับตาทั้ง “ฝ่ายการเมือง” และ “ฝ่ายประจำ” ไปพร้อมกัน เพราะโผสุดท้ายที่จะออกมา จะเป็นผลจากการประสานกันระหว่างนโยบายของฝ่ายการเมือง กับ ระบบบริหารราชการของกระทรวง

ฤดูกาลโยกย้ายสู่จังหวะรีเซ็ต

หากมองในเชิงการเมือง กระแสข่าว “รีเซ็ตมหาดไทย” ที่ออกมาในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ถือว่าเกิดขึ้นในจังหวะพอดิบพอดี เพราะเป็นช่วงที่กระทรวงมหาดไทยต้องเริ่มจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายประจำปีอยู่แล้ว

การเกษียณอายุราชการ 192 ราย และมีตำแหน่งระดับ 10 ว่างถึง 18 ตำแหน่ง ทำให้การปรับกำลังคนสามารถเดินหน้าได้ภายใต้กรอบเหตุผลความชอบธรรมทางราชการ

การเปลี่ยนแปลงจำนวนหนึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลเรื่องตำแหน่งว่างและการทดแทนผู้เกษียณ ขณะที่การโยกย้ายตำแหน่งอื่นสามารถอธิบายด้วยเหตุผลด้านความเหมาะสมของงานและสถานการณ์

ผู้ว่าฯ ว่าง 13 จังหวัดจุดจับตา

ในบรรดา 18 เก้าอี้ที่ว่าง ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด 13 แห่ง น่าจะเป็นจุดที่ถูกจับตามองมากที่สุด เพราะผู้ว่าฯ เป็นตำแหน่งที่เชื่อมโยงทั้งการเมืองระดับชาติและการเมืองระดับพื้นที่

รัฐบาลต้องการคนที่สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้ ขณะเดียวกันฝ่ายปกครอง ก็ต้องการผู้บริหารที่สามารถควบคุมกลไกราชการและประสานงานกับทุกฝ่ายในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จังหวัดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ จังหวัดชายแดน จังหวัดที่มีประเด็นด้านความมั่นคง หรือ จังหวัดที่มีฐานการเมืองเข้มแข็ง ย่อมมีน้ำหนักในการจัดวางตัวบุคคลแตกต่างกัน

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงว่า “ใครขึ้นเป็นผู้ว่าฯ ที่ไหน” แต่ต้องมองต่อว่า ใครถูกขยับจากจังหวัดหนึ่งไปอีกจังหวัดหนึ่ง, ใครถูกดันจากรองผู้ว่าฯ ขึ้นเป็นผู้ว่าฯ, ใครถูกย้ายเข้าสู่ส่วนกลาง และ ใครถูกส่งออกไปคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์

เพราะคำตอบเหล่านี้จะสะท้อนภาพโครงสร้างการจัดวางกำลังคนใหม่ ของมหาดไทยได้ชัด 

โยกย้ายยึดสีแดง-ขาว-น้ำเงิน

ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ถูกถามตรง ๆ ว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทยจะยึดหลักสาย “สิงห์แดง” จากรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ “สิงห์ดำ” จากรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือไม่ 

คำตอบของนายอนุทิน คือ ไม่มี พร้อมระบุว่า รัฐบาลนี้ยึด “สีแดง (ชาติ) สีขาว (ศาสนา) สีน้ำเงิน (พระมหากษัตริย์) ไม่มีสีอื่น”

คำตอบดังกล่าวตีความได้ว่า การจัดทัพข้าราชการไม่ยึดสายสัมพันทางสถาบันการศึกษา หรือ สายสัมพันธ์ทางการเมือง แต่จะอยู่บนพื้นฐานของการทำงานและความเหมาะสม

เมื่อประกาศหลักเกณฑ์เช่นนั้น สังคมและข้าราชการย่อมจับตาว่า บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายที่เกิดขึ้น จะสะท้อนหลักการดังกล่าวมากน้อยเพียงใด

30 กันยาฯเดิมพันโผมหาดไทย

จากนี้ไปช่วงเดือน “สิงหาคม” ถึง “กันยายน” จึงเป็นช่วงเวลาที่ต้องจับตากระทรวงมหาดไทย อย่างใกล้ชิด 18 ตำแหน่งระดับสูงถือเป็นพื้นที่สำคัญของการจัดวางกำลังคน 

ส่วนคำว่า “รีเซ็ต” จะไปไกลเพียงใด ยังต้องดูจากบัญชีรายชื่อจริงที่จะทยอยออกมา แต่สิ่งที่ชัดเจนแล้วคือ “อนุทิน” กำหนดเส้นตายไว้ไม่เกิน 30 กันยายน

เกมนี้จึงไม่ใช่แค่เกม “แทนคนเกษียณ” แต่เป็นการ “จัดวางขุมกำลัง” ที่จะกำหนดทิศทางการบริหารกระทรวงมหาดไทยในระยะต่อไป

อีกไม่นานคำตอบทั้งหมดคงจะเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อย ๆ ...