thansettakij
เจาะลึกผลลัพธ์ 3 ช่องทำประชามติรัฐธรรมนูญ กำหนดชะตาประเทศ 8 ก.พ.นี้  

เจาะลึกผลลัพธ์ 3 ช่องทำประชามติรัฐธรรมนูญ กำหนดชะตาประเทศ 8 ก.พ.นี้  

05 ก.พ. 2569 | 08:20 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ก.พ. 2569 | 08:29 น.

อดีต กกต.ไขข้อข้องใจ เปิดผลลัพธ์ 3 ช่องทำประชามติรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตาประเทศไทย 8 ก.พ.นี้ 'เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ-ไม่แสดงความเห็น' ช่องไหนชนะส่งผลอย่างไร ที่นี่มีคำตอบ

KEY

POINTS

  • หากผลโหวต "เห็นชอบ" มีคะแนนสูงสุด จะนำไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งต้องมีการทำประชามติอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง
  • หากผลโหวต "ไม่เห็นชอบ" มีคะแนนสูงสุด จะไม่มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่จะใช้วิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นรายมาตราแทน
  • หากช่อง "ไม่แสดงความคิดเห็น" มีคะแนนสูงสุด จะถือว่าประชามติไม่มีข้อยุติ และขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีในอนาคตว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

การออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ ที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่  8 กุมภาพันธ์ 2569 นับเป็นวันสำคัญที่คนไทยจะได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของกฎหมายสูงสุดของประเทศผ่านการออกเสียงประชามติเพื่อพิจารณาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งกฎหมายกำหนดเอาไว้ชัดเจนว่า ต้องทำประชามติในวันเดียวกันทั่วประเทศ ดังนั้น จึงไม่มีการลงคะแนนล่วงหน้าเหมือนการเลือกตั้ง สส.

สำหรับการออกเสียงประชามติ ในครั้งนี้ จะใช้ บัตรสีเหลือง มีประเด็นคำถามหลักเพียงข้อเดียว คือ "ท่านเห็นชอบว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่" โดยสามารถเลือกทำเครื่องหมายกากบาท (X) ในช่องใดช่องหนึ่งเพียงเครื่องหมายเดียว ได้แก่ เห็นชอบ , ไม่เห็นชอบ , ไม่แสดงความคิดเห็น (หากไม่ประสงค์จะแสดงจุดยืนทางใดทางหนึ่ง) 

"ฐานเศรษฐกิจ" สัมภาษณ์ รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งได้อธิบายฉายภาพผลลัพธ์ของการออกเสียงทำประชามติรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่า ทั้ง 3 ช่อง ดังกล่าวข้างต้นนั้น มีความหมายสำคัญที่จะกำหนดอนาคตประเทศไทยและให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างไร 

"ทั้ง 3 ช่องที่มีอยู่ในบัตรออกเสียงประชาชาติ ต่างมีความหมายทุกช่อง ขึ้นอยู่กับว่า จำนวนผู้มาออกเสียงเลือกช่องใด "มากที่สุด" โดยไม่มีกติกาว่า ต้องเกินครึ่งของจำนวนผู้ใช้สิทธิ์หรือไม่ ช่องไหนมากที่สุด ช่องนั้นเป็น ผู้ชนะ" รศ.สมชัย อดีต กกต. กล่าว 

ประชาชนกากบาทช่องที่ 1 คือ เห็นชอบ มากที่สุด แปลว่า อะไร

หากประชาชนกากบาทเลือกช่องนี้มากที่สุด หมายความว่า ประชาชนทั้งประเทศ เห็นว่า ควรจะต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของคนซึ่งกุมอำนาจในบ้านเมืองว่า จะไปเดินหน้าต่อในการที่จะทำใหม่ทั้งฉบับอย่างไร ซึ่งวิธีการที่ง่ายที่สุด คือ การเอากฎหมายที่ค้างในสภาอยู่ยกขึ้นมาพิจารณาต่อซึ่งสามารถกระทำได้โดยรัฐสภา สามารถหยิบเอากฎหมายที่ค้างพิจารณาต่อได้ เป็นวิธีที่เร็วที่สุด

ถ้าผ่านวาระ 3 คือ จะมีร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยวิธีการในการแก้จะพูดถึงวิธีการในการแก้ว่า จะแก้อย่างไร จะมีคณะกรรมการ กรรมาธิการ หรือจะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) หรือจะมีกลไกจากส่วนกลางอย่างไร เป็นต้น คือ ถ้าผ่านวาระ 2 และวาระ 3 ซึ่งก็จะมีความชัดเจนในเชิงวิธีการ

เมื่อมีความชัดเจนแล้ว รัฐบาลก็ต้องกำหนดให้มีการทำประชามติครั้งที่ 2 เพื่อให้ประชาชน "เห็นชอบ" กับ วิธีการแบบที่ได้ออกแบบมา ให้ประชาชนออกเสียงประชามติ "เห็นชอบ" กับวิธีการและสาระสำคัญของตัวที่จะแก้ไขว่า จะให้เรื่องนี้แก้ เรื่องนี้ไม่แก้ เป็นต้น แก้เรื่องที่สำคัญ ดังต่อไปนี้ 1, 2, 3 และ 4 

กล่าวคือ ให้ประชาชนให้ความเห็นชอบในการทำประชามติครั้งที่ 2 ซึ่งถ้าเห็นชอบครั้งที่ 2 อีกจึงไปดำเนินการตามกลไกที่ได้ออกแบบไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือก สสร. โดยตรง โดยอ้อม หรืออย่างไร เช่น มีการตั้งกรรมาธิการจากไหน อย่างไรบ้าง ตามเนื้อหาในกฎหมายที่แก้ไขก็ดำเนินการไปแล้วก็ใช้เวลาในการร่าง จะใช้เวลาแค่ไหน นานเท่าใด 8 เดือน 10 เดือน 1 ปี จนกระทั่งร่างเสร็จก็นำกฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่มาผ่านความเห็นชอบของสภาแล้ว นำไปทำประชามติครั้งที่ 3 ว่า ครั้งที่ 3 คือ เห็นชอบทั้งฉบับหรือไม่ ก็จะจบ ได้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น ภายในระยะเวลาประมาณปีกว่า ๆ หรือ 2 ปีหลังจากนี้ นี่คือ ช่องที่ 1

ประชาชนกากบาทช่องที่ 2 ไม่เห็นชอบ มากที่สุด แปลว่า อะไร

หากประชาชนกากบาทช่องที่ 2 คือ ไม่เห็นชอบ มากที่สุด ก็แปลว่า เราจะไม่พูดกันถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับกันอีกแล้ว ถ้าหากว่า มีเนื้อหาสาระในส่วนใดของรัฐธรรมนูญที่ไม่เข้าท่าเข้าทาง เราจะแก้เป็นรายมาตราไป ซึ่งการแก้รายมาตรานั้นก็มีระบุวิธีการไว้ในมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่า จะต้องดำเนินการโดยรัฐสภาผ่านทั้ง 3 วาระ ซึ่งในวาระที่ 1 และ 3 นั้นจะต้องมีสว.เห็นชอบด้วย 1 ใน 3 และถ้ามีการแก้เรื่องสำคัญใน 4 เรื่อง คือ

  • แก้เกี่ยวกับเรื่องหมวด 1 และหมวด 2
  • แก้เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติและข้อต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้
  • แก้เกี่ยวกับเรื่องหน้าที่และอำนาจของศาลและองค์กรอิสระ
  • แก้เกี่ยวกับวิธีการต่าง ๆ เช่น ที่มาของผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐธรรมนูญ อย่าง ป.ป.ช. กกต. และ สว. เป็นต้น  

"ถ้าจะแก้เรื่องเหล่านี้ ต้องทำประชามติ ถ้าเราแก้แยกย่อยเป็นเรื่อง ๆ เช่น จะแก้เรื่องศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องทำประชามติรอบหนึ่ง จะแก้เรื่ององค์กรอิสระ เรื่อง ป.ป.ช. หรือ เรื่อง กกต. ก็ต้องทำประชามติในแต่ละครั้ง แต่ละรอบ จะแก้คุณสมบัติของรัฐมนตรี ของคนดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องทำประชามติ จะแก้วิธีการได้มาซึ่ง สว.ก็ต้องทำประชามติ ดังนั้น เพื่อจะแก้ให้ครบที่กล่าวมา อาจจะมีการทำประชามติมากกว่า 20 ครั้งแต่ถ้ามัดรวมไปอันเดียวกันก็ทำประชามติครั้งเดียว 

ประชาชนกากบาทช่องที่ 3  "ไม่แสดงความคิดเห็น" มากที่สุด แปลว่า อะไร

ถ้าช่องนี้เป็นช่องที่ได้คะแนนมากที่สุด แปลว่า การทำประชามติครั้งนี้ ยังไม่มีข้อยุติ ตกลงกันไม่ได้ ไม่มี ยังไม่มีคำตอบแน่นอนว่า จะซ้ายหรือขวา เห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ แปลว่า ครม.ในอนาคตจะเป็นฝ่ายพิจารณาเองว่า เรื่องนี้ยังอยากจะถามประชาชนอีกหรือไม่ ถ้ายังอยากถามประชาชนก็จะทำประชามติถามกันใหม่แต่ถ้าไม่ติดใจที่ถาม พอแล้วก็ผ่านไป นั่นก็แปลว่า เงินที่เราใช้ในการทำประชามติครั้งนี้จะกี่พันล้านในเรื่องนี้ ไม่เกิดผลอะไร

ถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีคะแนนเท่ากันเกิดขึ้น รศ.สมชัย อดีต กกต. ตอบอย่างมั่นใจพร้อมกล่าวสั้น ๆ ว่า "ไม่มีทาง" 

 

เจาะลึกผลลัพธ์ 3 ช่องทำประชามติรัฐธรรมนูญ กำหนดชะตาประเทศ 8 ก.พ.นี้