

KEY
POINTS
ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยการรณรงค์หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนเส้นขนานของความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจับตามองว่าไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินตามวาระปกติ แต่เป็นการชิงนิยามของ "อนาคตประเทศไทย" ผ่านการปะทะกันของอุดมการณ์ทางการเมืองสองขั้วหลักคือ อนุรักษ์นิยม และ เสรีนิยม ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างมีรากฐานทางความคิดที่ส่งผลต่อการออกแบบนโยบายและทิศทางของประเทศในมิติต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญ
หากพิจารณาถึงรากฐานทางความคิดที่ขับเคลื่อนฝ่ายอนุรักษ์นิยมในบริบทสากลและไทย แนวคิดนี้มีที่มาสำคัญจากปรัชญาการเมืองของ เอ็ดมันด์ เบิร์ก นักคิดชาวไอริชในศตวรรษที่ 18 ผู้เสนอว่าสังคมคือการสืบทอดพันธสัญญาจากคนรุ่นก่อนสู่คนรุ่นปัจจุบันและอนาคต ความเชื่อหลักคือการรักษาเสถียรภาพและความต่อเนื่องของสถาบันทางสังคมที่ผ่านการพิสูจน์ตามกาลเวลามาแล้วว่าสามารถธำรงอยู่ได้ ในศึกเลือกตั้งปี 2569
ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมักชูประเด็นเรื่องการรักษา "ระเบียบทางสังคม" (Social Order) และการให้ความสำคัญกับจารีตประเพณี โดยเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและค่อยเป็นค่อยไป เพื่อป้องกันความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำลายโครงสร้างเดิมที่ยึดโยงผู้คนไว้ด้วยกัน
นโยบายของกลุ่มนี้จึงมักเน้นไปที่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกรัฐเดิม การใช้กฎหมายเพื่อรักษาความสงบ และการสร้างเศรษฐกิจที่เน้นความมั่นคงของฐานรากเดิมเป็นสำคัญ
ในอีกด้านหนึ่งของคานอำนาจ อุดมการณ์เสรีนิยมได้รับอิทธิพลจากนักคิดอย่าง จอห์น ล็อก และ จอห์น สจ๊วต มิลล์ ที่เน้นย้ำเรื่องสิทธิส่วนบุคคลและความเท่าเทียมกันภายใต้หลักการของเหตุผล แนวคิดนี้มองว่าอำนาจของรัฐต้องมีขอบเขตจำกัดและต้องได้รับการตรวจสอบจากประชาชนอยู่เสมอ
สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ฝ่ายเสรีนิยมมักนำเสนอภาพลักษณ์ของการเป็น "ผู้เปลี่ยนแปลง" (Change Agent) โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเชิงสถาบันที่มองว่าเป็นอุปสรรคต่อความเท่าเทียมและการเติบโตในยุคสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการกระจายอำนาจการปกครองออกจากส่วนกลาง การทลายทุนผูกขาด หรือการปฏิรูปกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล โดยเชื่อว่าการปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นศักยภาพของปัจเจกบุคคลและขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความทันสมัยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
การปะทะกันของสองอุดมการณ์นี้สะท้อนออกมาผ่านมุมมองต่อปัญหาเรื้อรังของประเทศในหลายมิติ ประการแรกคือเรื่องการจัดการความเหลื่อมล้ำ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีแนวโน้มที่จะมองการแก้ปัญหาผ่านกลไกการสงเคราะห์และภาระหน้าที่ของรัฐในการดูแลผู้ด้อยโอกาสตามลำดับชั้น ในขณะที่ฝ่ายเสรีนิยมมักมองว่าความเหลื่อมล้ำคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไขด้วยการสร้างสวัสดิการถ้วนหน้าและการแก้ไขกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อคนบางกลุ่ม
ประการต่อมาคือเรื่องความมั่นคง ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมักให้ความสำคัญกับความมั่นคงของรัฐในเชิงอำนาจและการทหาร ส่วนฝ่ายเสรีนิยมมักให้นิยามความมั่นคงในรูปแบบใหม่ที่ครอบคลุมไปถึงสิทธิเสรีภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของพลเมืองเป็นรายบุคคล
นอกจากสองขั้วหลักแล้ว ยังมีกลุ่มการเมืองที่พยายามแสวงหา "พื้นที่สายกลาง" โดยอ้างอิงแนวคิดแบบสายกลางนิยม (Centrism) หรือการบริหารจัดการเชิงพรรคนิยม (Pragmatism) ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ในทางปฏิบัติมากกว่าการยึดติดกับกรอบอุดมการณ์เพียงด้านเดียว
กลุ่มนี้มักจะพยายามดึงจุดแข็งของทั้งสองฝั่งมาประยุกต์ใช้ เช่น การรักษาความสงบเรียบร้อยควบคู่ไปกับการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจบางประการ เพื่อลดแรงเสียดทานและเป็นตัวกลางในการประสานความขัดแย้ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักจะได้รับความสนใจจากผู้ออกเสียงที่เบื่อหน่ายกับการแบ่งขั้วทางการเมืองที่รุนแรงในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือรัฐบาลพรรครีพับลิกัน ภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์ หรือในอดีตอย่าง มาร์กาเรต แธตเชอร์ แห่งอังกฤษ นโยบายมักเน้น "ความเข้มแข็งของชาติ" และ "กลไกตลาด" เช่น การลดภาษีให้ธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นการจ้างงาน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อรักษาจารีตสังคม ในไทยภาพนี้จะสะท้อนผ่านพรรคที่เน้นความสงบเรียบร้อยและการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านโครงสร้างส่วนกลางที่แข็งแกร่ง
ตัวอย่างเช่นรัฐบาลของ จัสติน ทรูโด (แคนาดา) หรือพรรคแรงงานของ จาซินดา อาร์เดิร์น (นิวซีแลนด์) กลุ่มนี้เน้น "สิทธิมนุษยชน" และ "รัฐสวัสดิการ" นโยบายที่เป็นรูปธรรมคือการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าเพื่อนำมาทำเรียนฟรี-รักษาฟรีคุณภาพสูง ผลักดันสมรสเท่าเทียม และการลดอำนาจรัฐเพื่อเพิ่มสิทธิเสรีภาพ ในไทยภาพนี้สะท้อนผ่านพรรคที่ชูเรื่องการปฏิรูปกองทัพ การกระจายอำนาจ และรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า
เยอรมนีและกลุ่มประเทศนอร์ดิค นำเสนอ "ทางเลือกที่สาม" คือการใช้ระบบตลาดเสรีหาเงินเข้าประเทศ แต่เก็บภาษีสูงเพื่อสร้างตาข่ายรองรับทางสังคมที่หนาแน่น เป็นการผสมผสานความเสถียรแบบอนุรักษ์นิยมเข้ากับความเท่าเทียมแบบเสรีนิยม ในไทยมักสะท้อนผ่านพรรคสายกลางที่พยายามก้าวข้ามความขัดแย้งและเน้นนโยบายเศรษฐกิจที่ประนีประนอมกับทุกฝ่าย
ความแตกต่างระหว่างสองขั้วนี้ไม่ใช่เพียงทฤษฎี แต่ส่งผลต่อชีวิตจริงในทุกมิติ ทั้งการจัดการความเหลื่อมล้ำ ความมั่นคง และสิทธิเสรีภาพ ประชาชนควรทำความเข้าใจว่าทุกนโยบายที่พรรคการเมืองนำเสนอล้วนมี "รากแก้ว" มาจากอุดมการณ์เหล่านี้ การเข้าใจอุดมการณ์จึงเป็นเสมือนการอ่านเข็มทิศเพื่อให้การใช้สิทธิในคูหาเป็นไปอย่างมีวิจารณญาณที่สุด
บทเรียนจากต่างประเทศสอนให้รู้ว่า ในประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง อุดมการณ์ที่ต่างกันไม่ได้มีไว้เพื่อทำลายล้าง แต่มีไว้เป็น "ทางเลือกของวิถีชีวิต" ฝ่ายหนึ่งอาจเสนอความสงบที่คาดเดาได้ อีกฝ่ายอาจเสนอการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายแต่มีความหวัง
นี่คือ เหตุผลสำคัญที่ประชาชนควรทำความเข้าใจที่มาและหลักการของแนวคิดเหล่านี้ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ไม่ใช่เพื่อการเลือกข้างเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อความเท่าทันต่อ "สัญญาประชาคม" ที่แต่ละพรรคการเมืองนำเสนอ เพราะทุกนโยบายที่ถูกประกาศออกมาล้วนมีรากแก้วมาจากอุดมการณ์เหล่านี้
หากประชาชนเข้าใจถึงที่มาของความคิด จะสามารถคาดการณ์ผลกระทบในระยะยาวได้ว่า หากพรรคที่มีอุดมการณ์แบบหนึ่งชนะการเลือกตั้ง สภาพสังคมและเศรษฐกิจในอีก 4 ปีข้างหน้าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร การเข้าใจอุดมการณ์จึงเป็นเสมือนการอ่านเข็มทิศทางการเมือง เพื่อให้การใช้สิทธิในคูหาเป็นไปอย่างมีวิจารณญาณและรอบคอบที่สุด
ในท้ายที่สุด ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้กลุ่มคนที่มีความคิดเห็นเหมือนกันมาอยู่รวมกันเท่านั้น แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น "กติกา" ให้กลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ต่างกันสามารถถกเถียง แข่งขัน และใช้ชีวิตร่วมกันได้โดยไม่ต้องใช้กำลัง
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบความวุฒิภาวะของสังคมไทยว่า จะสามารถมองผ่านอารมณ์ความรู้สึกชั่วคราวไปสู่การพิจารณาเป้าหมายเชิงอุดมการณ์ที่ยั่งยืนได้หรือไม่
การตัดสินใจของประชาชนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงเป็นการตัดสินใจที่สะท้อนว่า สังคมไทยพร้อมจะรักษาฐานรากที่มีอยู่ให้มั่นคง หรือพร้อมจะรื้อสร้างใหม่เพื่ออนาคตที่แตกต่าง หรือจะเลือกทางเดินที่เป็นการประนีประนอมระหว่างสองขั้วเพื่อก้าวข้ามผ่านความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ไปสู่การพัฒนาในรูปแบบใหม่ต่อไป