เวทีดีเบตภาคตะวันออกเดือด 6 พรรค กางอนาคตบนทางเลือก แดง-น้ำเงิน-ส้ม

21 ม.ค. 2569 | 14:29 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ม.ค. 2569 | 15:06 น.

เวที NATION ELECTION 2569 ภาคตะวันออก เดือดทุกประเด็น EEC แรงงานอิสระ คอร์รัปชัน เศรษฐกิจปากท้อง เปิดมุมคิด 6 พรรค ชี้ชะตาประเทศหลัง 8 ก.พ. ใครคือคำตอบของคนไทย บนทางเลือก แดง-น้ำเงิน-ส้ม

KEY

POINTS

  • ตัวแทน 6 พรรคการเมืองขึ้นเวทีดีเบตที่ชลบุรี เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายกำหนดอนาคตประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง
  • ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาถกเถียง ได้แก่ แนวทางการพัฒนาโครงการ EEC, การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน, เศรษฐกิจปากท้อง และการสร้างมาตรฐานทางการเมือง
  • มีการแสดงจุดยืนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต โดยพรรคประชาชนชี้ว่ามี 2 ทางเลือกหลัก ขณะที่พรรคเพื่อไทยย้ำว่าขึ้นอยู่กับฉันทามติของประชาชน

21 มกราคม 2569 เนชั่นทีวีจัดเวที NATION ELECTION 2569 : Debate จุดเปลี่ยนประเทศไทย ภาคตะวันออก เปิดเวทีดีเบตครั้งที่ 2 ระดับภูมิภาคที่ จังหวัดชลบุรี ณ ศาลาว่าการเมืองพัทยา มีผู้ร่วมดีเบตจาก 6 พรรคการเมือง ประกอบด้วย

นายสรวงศ์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย, นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคประชาชน, นายสะถิระ เผือกประพันธ์ พรรคกล้าธรรม, นายสาทิตย์ ปิตุเตชะ พรรคประชาธิปัตย์, นพ.ทศพร เสรีรักษ์ พรรคโอกาสใหม่ และนายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล พรรคปวงชนไทย 

คำถาม: ทำอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์จากโครงการ EEC และจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่ซ้ำรอยปัญหามลพิษแบบมาบตาพุดในอดีต

นายสะถิระ เผือกประพันธ์ พรรคกล้าธรรม กล่าวบนเวทีว่า เชื่อว่าทุกพรรคการเมือง อยากให้คนไทยได้ประโยชน์จาก EEC เช่น เรื่องรถไฟฟ้าไฮสปีด เชื่อมสนามบิน เราก็เห็นด้วยแต่ ถ้าหากโครงการสำเร็จ สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้มีการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น รวมถึงการกระจายรายได้สู่พี่น้องประชาชนทุกระดับชั้น ทั้งเกษตรกร ประมง อาชีพรับจ้าง 

ทั้งนี้ EEC แรงงานชลบุรีมี 1,600,000 คน ในมาตรา 40 มีแรงงานเพิ่มจาก 10% จาก 50,000 คน เป็น 564,000 คน คือแรงงานอิสระ และแรงงานกึ่งอิสระ อาชีพเหล่านี้เขาได้อะไรจาก EEC รวมถึงเรื่องกฎหมายคุ้มครอง

 

นายสะถิระ เผือกประพันธ์ พรรคกล้าธรรม

 

"มีนักลงทุนต่างประเทศเข้ามา เรามีใครเป็นปากเป็นเสียงแทนเขาหรือยัง อาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้าง อาชีพนักร้อง นักดนตรี อาชีพคนขับรถตู้ หรือแม้กระทั่งคนขับรถไฟฟ้า ผมมองเราต้องมีกฎหมายคุ้มครองจากนักลงทุนก่อน โดยเฉพาะกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั่วไป และก็แรงงานอิสระและกึ่งอิสระ" 

ทั้งนี้ปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานอยู่ 10 ล้านคน เชื่อว่าพรรคการเมืองทุกพรรคก็เห็นด้วยกับ พรบ. อาชีพแรงงานอิสระและกึ่งอิสระ

คำถาม : หากได้รับเลือกเป็นรัฐบาล จะแก้ปัญหาอะไรให้พี่น้องคนไทยเป็นอันดับแรก

นายสาทิตย์ ปิตุเตชะ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ได้เข้าร่วมรัฐบาล สิ่งแรกที่จะเป็นเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาล คือการเมืองสุจริต ต้องตรวจสอบในแง่ของคนที่เข้ามาเกาะตำแหน่ง แก้ปัญหาคอร์รัปชันให้หมดไปโดยเริ่มต้นจากนักการเมืองใน "ประตูเม็ดแรก กระดุมเม็ดแรก"ให้ได

"ไม่ว่าจะคิดนโยบายสวยหรูแค่ไหน หรือว่าจะทำเก่งแค่ไหน ถ้ายังมีปัญหาคอร์รัปชันอยู่เนี่ย มันไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้"

 

นายสาทิตย์ ปิตุเตชะ พรรคประชาธิปัตย์

 

ทั้งนี้ เรื่องที่สองคือเศรษฐกิจตอนนี้ทุกคนมีภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ต้องแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาวนะ โดยระยะสั้นอาจจะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจบางเซกเตอร์ ซึ่งต้องมีเหตุมีผลที่ไม่ใช่ประชานิยม เช่น นโยบายเกิดปั๊บรับ 65,000 บาท

ขณะที่นโยบายระยะยาว เมกะโปรเจกต์ต่างๆ ที่ยังค้างคาอยู่นี่ต้องเดินหน้าต่อ รวมกับเศรษฐกิจเรื่องการท่องเที่ยว ที่กล่าวมาเป็นเครื่องยนต์ การขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐหรืองบประมาณปี 69 ที่กำลังค้างท่ออยู่จำเป็นต้องอัดงบเข้าไป เพื่อให้เกิดกำลังซื้อ เพื่อจะดำเนินการเศรษฐกิจให้ 

ส่วนปัญหาเรื่องที่สามก็คือเรื่องปัญหาสาธารณสุขโดยเฉพาะในภูมิภาคภาคตะวันออก ต้องรักษาคุณภาพชีวิตควบคู่กับสมดุลของการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้อุตสาหกรรม ซึ่งได้นำร่องไว้ที่ระยองหลายเรื่อง อาทิ เมืองสุขภาวะ โดยคนที่ทำงานเหนื่อยกับโรงงานกับการใช้แรงงานมีสิทธิ์เลือกการใช้ความสุขกับไลฟ์สไตล์ของเขา เช่น สถานที่การออกกำลังกาย กีฬา ทั้งหมดนี้ต้องสร้างสภาวะเอื้ออำนวยให้กับคนทุกรายได้ให้เข้าถึงการมีความสุขกับการที่เขาเลือกใช้เอง

คำถาม : การลงโทษเอาผิดกับนักการเมืองที่ไม่โปร่งใส ไม่สุจริตต้องมีการแก้ไขหรือปรับปรุงอะไร เพื่อที่จะให้องค์กรอิสระเหล่านี้ทำงานได้จริง 

นายสาทิตย์ ปิตุเตชะ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ปัจจุบัน องค์กรอิสระก็มีความอ่อนแอ มันต้องเริ่มที่นักการเมืองก่อน คือมาตรฐานจริยธรรม หรือมาตรฐานในพรรคการเมืองเองก็เป็นหัวใจสำคัญ และถ้าพรรคการเมืองมีมาตรฐาน เวลาเขาไปมีอำนาจ เชื่อมั่นว่าการดำเนินการในทุกขั้นตอน มันจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส

แต่ถ้าเราเข้าไปด้วยความระบบอุปถัมภ์ หรือสิ่งที่เราจะบอกว่า ลูบหน้าปะจมูก วันนี้ปัญหาเป็นฉุดรั้งจนทำให้ประเทศถดถอย ถ้าไม่เอาจริงเอาจังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เลย องค์กรอิสระจำเป็นต้องปรับตัว แต่ถึงกับต้องแก้รัฐธรรมนูญไปดำเนินการหรือไม่ เป็นอีกเรื่องต้องใช้เวลาพูดคุยกัน เพราะมันมีหลายมิติ

 

นายสาทิตย์ ปิตุเตชะ พรรคประชาธิปัตย์

 

"พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่เก่าจริง แต่ความเก่ามันเป็นสถาบัน ก่อนหน้านี้ที่ลาออกจากพรรคไป เพราะว่าผมเห็นว่าพรรคละทิ้งอุดมการณ์ แต่สุดท้ายผู้บริหารชุดเดิมออกไป คุณอภิสิทธิ์กลับเข้ามา ผมตัดสินใจทันที เพราะคุณอภิสิทธิ์เป็นคนที่ประวัติขาวสะอาด และผมร่วมทำงานด้วยอย่างไม่มีปัญหา เขาเคยตัดสินใจเด็ดเดี่ยว เข้ามากอบกู้พรรคประชาธิปัตย์ในยุคนี้"

คำถาม : จะสร้างมาตรฐานทางการเมืองในพรรคอย่างไร ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทยทั้งประเทศว่า สถาบันพรรคการเมืองเป็นสถาบันหลักในระบอบประชาธิปไตย 

นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล พรรคปวงชนไทย กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาตนเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งตลอด 3-4 ปี มีพรรคการเมืองไหนที่มีอุดมการณ์แก้ไขปัญหาให้บ้าง โดยเฉพาะปัญหาปากท้องพี่น้อง ปัญหาเศรษฐกิจ พรรคปวงชนไทย มีเป้าหมายเดียว คือมาดูแลเรื่องปากท้อง เรามองว่าถึงเวลาต้องหยุดการแตกแยก แบ่งพรรค แบ่งสี 

"ผู้ประกอบการในไทย กำลังประสบปัญหาอย่างมาก ผู้ประกอบการทุกคนเบื่อกับปัญหาการเมือง ปัญหาสังคม ที่ผ่านมาผู้ประกอบการต้องดูแลตัวเองไม่สามารถลืมตาอ้าปาก รอรัฐบาลมาดูแลไม่มี นโยบายของประเทศไทย สร้างแต่ปัญหาให้กับผู้ประกอบการ แน่นอนพรรคเราจะไม่ เราอาจไม่มองเป็นสถาบัน เพราะเพิ่งตั้งมาเป็นพรรคใหม่ แต่ว่ามีอุดมการณ์ในการทำการเมืองเพื่อดูแลพี่น้องอย่างยาวนาน"

 

นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล พรรคปวงชนไทย

 

ทั้งนี้ เราจะดูแล SME ยังไง โดยเฉพาะ SME ที่ขาดโอกาสที่เข้าไม่ถึงเงินทุน และขาดโอกาสหลายอย่าง ปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบ 20 ล้านคน ขาดการดูแล ฉะนั้น พรรคจะขอเน้นโฟกัสไปในการแก้ปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องทุกคน และลดปัญหาความขัดแย้ง

"ประชานิยม เราไม่มี เราเป็นประชาประโยชน์ เรามองการให้อย่างยั่งยืน ประชานิยมพิสูจน์มาหลายสิบปีแล้วว่าไม่เคยทำได้จริงและไม่เคยสำเร็จ และประชาชนทุกวันนี้ยังจนเหมือนเดิม"

คำถาม : แดง น้ำเงิน ส้ม ท่านจะเลือกใคร

นายสรวงศ์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ว่า ประชาชนจะมอบฉันทามติให้กับใครแต่ว่าพรรคเพื่อไทยเรายืนยัน ถ้าบอกย้อนเวลากลับไป ปี 2566 พรรคเพื่อไทยเป็นอันดับสอง และมีคุณธนาธรเป็นแคนดิเดตนายกฯ เป็นพรรคอันดับหนึ่ง เหตุการณ์เดียวกันกับปี 2562 เพื่อไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล ซึ่งมันก็มีขั้นตอน มันก็มีวิธีการของมันอยู่ ปี 66 ก็เช่นกัน 

ทั้งนี้ ขอยืนยันและก็ขอถือโอกาสนี้ชี้แจงกับพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง วาทกรรมตระบัดสัตย์ ที่โยนให้กับพรรคเพื่อไทย ผมมั่นใจว่า หลังการเลือกตั้ง ผมเป็นคนหนึ่งที่โหวตให้คุณพิธาเป็นนายกฯ ถึงสองครั้ง แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

 

นายสรวงศ์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย

"พรรคก้าวไกลบอกกับพวกเราว่าสามารถรวมเสียง สว.ได้ 83 เสียง แต่ว่าวันนั้นเหตุเกิดอะไรก็แล้วแต่ไม่เป็นไรมันผ่านไปแล้ว แล้ววันนั้นบอกว่าให้เรารอ 10 เดือน ให้ สว. ชุดเก่าหมด"

อย่างไรก็ตามในการเลือกตั้งปี 2569 ยืนยันว่าแล้วแต่พี่น้องประชาชนจะให้ฉันทามติว่าจะเลือกใครมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 

ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคประชาชน กล่าวว่า เรื่องการโหวตพิธาเป็นละคร ทุกคนรู้กันหมดอยู่แล้วว่าละครตอนนั้นจะจบยังไง ดังนั้นพวกเราก็รู้ว่าจะจบยังไง แต่ก็ต้องทำให้ดีที่สุดในการพยายามชักจูง สว. มาให้ได้ ดังนั้นไม่ใช่บุญคุณแน่นอน เอาให้ชัดๆ 

ประเด็นต่อมาคิดว่าสำหรับพรรคประชาชนตอนนี้เรามองว่าอนาคตประเทศไทยหลังจากที่ หลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ อนาคตของประเทศไทยเป็นไปได้ 2 แบบ 

อนาคตแบบแรกก็คือ อนาคตที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และอนาคตแบบที่สองก็คือ อนาคตที่พรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

 

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคประชาชน

 

"มันเป็นไปได้ 2 แบบเท่านั้นเอง พรรคอื่นหรือคนอื่นจะคิดยังไงไม่เป็นไร แต่พรรคประชาชนเราเชื่อแบบนี้ ว่าอนาคตของประเทศไทยมีแค่ 2 ทาง"

ดังนั้นถ้าพรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ ทำให้ประชาชนผิดหวังไม่ได้ ประชาชนคาดหวังให้เราบริหารขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า พรรคประชาชนไม่มีความจำเป็นต้องปิดประตูตัวเอง โดยไปบอกว่าจะไม่จับกับพรรคไหน เพราะความคาดหวังของประชาชนครั้งนี้คาดหวังกับพวกเรา ดังนั้นเราไม่ปิดประตูตัวเองให้แคบลงในการจัดตั้งรัฐบาล

"ปิดประตูตัวเองเมื่อไหร่หมายความว่าเราจะถูกบีบให้แคบลงๆ ทางเลือกในการจัดตั้งรัฐบาลจะน้อยลงๆ ดังนั้นพูดกันให้ชัด เอาให้ชัด รอบนี้ พรรคประชาชนถ้าได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนเพียงพอ เราขอใบอนุญาตใบเดียว คือใบอนุญาตจากประชาชน ขอให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนเลือกพรรคประชาชนให้มากพอ ที่จะทำให้พวกเราไม่ต้องขอใบอนุญาตใบไหนอีก"

ด้านนพ.ทศพร เสรีรักษ์ พรรคโอกาสใหม่ กล่าวว่า ถึงพรรคไหนเข้ามาเป็นรัฐบาลผมก็รัก เราเคยต่อสู้กันด้วยกันบนถนนในแนวทางประชาธิปไตย ในการต่อสู้กับเผด็จการ กับทหาร เราก็ทำงานมาด้วยกันตลอด

สำหรับพรรคเพื่อไทยก็เป็นพรรคที่เคยสังกัด มาตั้งแต่เป็นพรรคไทยรักไทย เคยโดนตัดสิทธิ์ โดนยุบพรรค 2 ครั้ง 2 สมัย และก็ไทยรักษาชาติ อีก 1 สมัย ก็มีความรัก มีความผูกพัน และก็ต่อสู้ร่วมกับพรรคเพื่อไทยมา "ก็เรียกว่าไม่ใช่ 'วันทองสองใจ' นะ 'สามใจ'"

 

นพ.ทศพร เสรีรักษ์ พรรคโอกาสใหม่