

KEY
POINTS
โค้งสุดท้ายการหาเสียงเลือกตั้ง ก่อนหย่อนบัตร 8 กุมภาพันธ์ 2569 หลายพรรคการเมืองทยอยปล่อยหมัดเด็ดนโยบายหาเสียง หนึ่งในนั้นคือ พรรคไทยก้าวใหม่ เป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองหน้าใหม่ที่เตรียมความพร้อมด้านนโยบายไว้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะเรื่องนโยบายด้านการยกเครื่องระบบการศึกษาไทย ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของพรรคที่มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญมากที่สุด
ฐานเศรษฐกิจ และผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจทำเนียบรัฐบาล มีโอกาสสัมภาษณ์ ดร.เอ้ - สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ซึ่งประกาศจุดยืนว่า พรรคไทยก้าวใหม่เป็นพรรคมืออาชีพ ที่จะไม่ขอจุดกระแสด้วยความเกลียดชังเพื่อหวังผลคะแนนเสียง แต่จะสู้ด้วยนโยบายที่กลั่นกรองมาจากความรู้ ความเชี่ยวชาญ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงเพื่อแก้ปัญหาที่รากเหง้าของประเทศ
ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า พรรคมีนโยบาย “3 เลิก 3 ให้” ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการศึกษาไทย โดย 3 เลิก ประกอบด้วย
1.เลิกการใช้งบประมาณต่อหัวเด็ก เพราะโรงเรียนเล็กที่มีเด็ก 10 คนได้งบไม่พอจ้างครู จะเปลี่ยนเป็นการจัดสรรตามความจำเป็น
2.เลิกงานธุรการที่ฝากครู โดยจะนำระบบบัญชีออนไลน์เข้ามาช่วยและเพิ่มพนักงานธุรการ เพื่อให้ครูมีหน้าที่สอนหนังสืออย่างเดียว
3.เลิกวิทยฐานะที่ไร้ประโยชน์ จะพิสูจน์จากผลลัพธ์การสอนจริง
ส่วน 3 ให้ ประกอบด้วย
1.ให้เรียนฟรีจริงถึงปริญญาเอก โดยจะบรรจุในรัฐธรรมนูญให้ฟรีทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง
2.ให้เด็กไทยมีสุขภาพแข็งแรง ด้วยอาหารเช้า อาหารกลางวัน และนมเพิ่ม 3 เท่า
3.ให้เงินสนับสนุนการศึกษาโดยตรงแก่ผู้ปกครองปีละ 5,000 บาทผ่านระบบโอนตรง เพื่อลดช่องว่างการคอร์รัปชันในระบบราชการ
“นโยบายเหล่านี้ทำได้จริงเพราะจำนวนเด็กลดลงอย่างมาก จากรุ่นเดียวกับตนที่เกิดปีละล้านคน ปัจจุบันเกิดเพียง 300,000 กว่าคนต่อปี งบประมาณต่อหัวเด็กเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าโดยธรรมชาติ ปัญหาการศึกษาไทยไม่ได้อยู่ที่ครูหรือโรงเรียน แต่อยู่ที่การบริหารจัดการของผู้บริหาร” ดร.สุชัชวีร์ อธิบาย
ดร.สุชัชวีร์ ขยายความแต่ละประเด็นว่า พรรคไทยก้าวใหม่เห็นปัญหารากลึกการศึกษาไทย ที่จำเป็นต้องปฏิรูปการศึกษาไทยครั้งใหญ่ โดยมองว่า การศึกษาคือยาแก้จน และเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่แค่สวัสดิการหรือภาระของรัฐบาล และเป็นพื้นฐานเดียวที่จะช่วยให้ประเทศไทยพ้นจากวงจรความเหลื่อมล้ำ
โดยเสนอนโยบายการศึกษาด้วยหลักการ "เรียนฟรีถึงปริญญาเอก" ในสาขาที่ตลาดแรงงานและประเทศต้องการ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่
"ค่าเล่าเรียนเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 3.5 หมื่นบาท หากมีเด็กหนึ่งล้านคนจะใช้เงินงบประมาณ 4 หมื่นล้านบาท งบประมาณเพื่อการสร้างคนนี้ถือว่าน้อยกว่างบของกรมทางหลวงที่มีถึง 1.3 แสนล้านบาท หรือต่างกันถึงสี่เท่า นโยบายนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การให้เรียนฟรี แต่ยังรวมถึงระบบจ้างเรียนเพื่อจูงใจให้คนเข้าสู่การศึกษาระดับสูงมากขึ้น โดยรัฐจะมีการสนับสนุนเงินเดือนให้ผู้เรียนเพื่อให้สามารถแข่งขันกับรายได้ในตลาดแรงงานด้วย" ดร.สุชัชวีร์ กล่าว
ทั้งนี้เมื่อรัฐเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายจะทำให้กำหนดทิศทางของสาขาวิชาให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าหมายมีสัดส่วนผู้เรียนระดับปริญญาโทและเอกเพิ่มขึ้นเป็น 30% ของจำนวนนักศึกษาทั้งหมด และจะผลักดันเรื่องเรียนฟรีระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญว่าต้องเรียนฟรีจริงทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝง ซึ่งระบบเรียนฟรีนี้ จะทำให้เด็กไทยรุ่นใหม่ไม่ต้องเป็นหนี้ กยส. อีกต่อไป เพราะรัฐเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายทางการศึกษาให้ทั้งหมด
สำหรับนโยบายด้านกองทุนกยศ. พรรคตั้งนโยบาย ยกเลิกหนี้ กยศ. 100% ให้กับผู้กู้เงินประมาณ 5 ล้านคน โดยการดำเนินการต้องไม่ยึดติดหรือมีทิฐิกับนโยบายเดิม ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเด็กไทย โดยวงเงินหนี้ที่เสนอให้ยกเลิกทั้งหมดเป็นงบประมาณที่จ่ายออกไปนานแล้ว การยกเลิกหนี้ครั้งนี้จึงไม่ใช่การหาเงินก้อนใหม่มาใช้จ่ายแต่เป็นการบริหารจัดการหนี้ในระบบเดิมให้หมดไป
"ในปัจจุบันจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดน้อยลงทำให้รัฐสามารถดูแลค่าใช้จ่ายทางการศึกษาให้ฟรีได้จริงโดยไม่ต้องกู้ กองทุน กยศ. จะยังคงอยู่แต่เปลี่ยนบทบาทไปทำหน้าที่เป็นเงินสนับสนุนหรือทุนการศึกษาในสาขาที่พิเศษแทน ระบบการศึกษาใหม่จะไม่มีการให้กู้เพื่อนำเงินมาคืนแต่จะใช้เงินกองทุนเพื่อเพิ่มโอกาสเรียนในสิ่งที่รัฐกำหนด" ดร.สุชัชวีร์ กล่าว
นโยบายนี้จะช่วยลดจุดอ่อนที่มหาวิทยาลัยมักเปิดสาขาวิชาอะไรก็ได้เพียงเพื่อต้องการดึงเด็กให้มากู้เงินเรียน และรัฐบาลจะใช้การสนับสนุนการเงินเป็นแต้มต่อในการกำหนดสาขาวิชาที่สำคัญเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขัน
ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า นอกจากการเรียนแล้ว ที่ผ่านมาพบว่า เด็กไทยยังขาดโอกาสในการพัฒนาด้านการศึกษาและการดูแลที่มีคุณภาพอีกมาก ล่าสุดจากการลงพื้นที่พบปัญหาใหญ่เกี่ยวกับนมโรงเรียนและโภชนาการของเด็กไทย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการและส่วนสูงของเด็ก เพราะปัจจุบันคนไทยกินนมเฉลี่ยสัปดาห์ละไม่ถึง 2 กล่อง ขณะที่ญี่ปุ่นกิน 40-50 ลิตรต่อปี อเมริกากิน 100-200 ลิตรต่อปี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เด็กไทยเตี้ยกว่าปกติ
พรรคไทยก้าวใหม่ จึงเสนอนโยบายเพิ่มนมโรงเรียน 3 เท่า จากกล่องเดียวเป็น 3 กล่องต่อวัน และขยายถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 พร้อมเพิ่มมาตรฐานอาหารกลางวันและเพิ่มอาหารเช้าด้วย การทำเช่นนี้จะช่วยเกษตรกรล้านคนที่ต้องทิ้งนมเพราะแข่งกับนมนำเข้าไม่ได้ และยังเป็นการสร้างอนาคตที่ดีให้เด็กไทยด้วย
ดร.สุชัชวีร์ กล่าวด้วยว่า นอกจากเรื่องการศึกษาแล้ว หนึ่งในวาระสำคัญที่พรรคจะผลักดันคือการป้องกันกรุงเทพฯและภาคกลางจมทะเล ซึ่งเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่า กรุงเทพฯจะจมแน่นอน 100% หากไม่มีการแก้ไข
"ตามผลการศึกษา ภายในปี 2580 กรุงเทพฯจะจมทะเล ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัว แค่เมื่อเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนที่ผ่านมา น้ำก็ทะลักแล้ว ซึ่งปัญหาที่ตามมาไม่ใช่แค่กรุงเทพฯจม แต่จังหวัดรอบข้างอย่างอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี ปทุมธานี นนทบุรี จะประสบปัญหาน้ำท่วมครึ่งปีเพราะน้ำระบายลงทะเลไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น น้ำทะเลจะหนุนขึ้นมาถึงอ่างทอง ทำให้น้ำประปาที่สูบจากแม่น้ำเค็มจนกินไม่ได้” ดร.สุชัชวีร์ ระบุ
ทั้งนี้พรรคไทยก้าวใหม่ จึงเสนอแก้ไขโดยสร้างแนวป้องกันน้ำทะเลหนุน เช่นเดียวกับที่จาการ์ตา สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ ที่ทำสำเร็จมาแล้ว โดยจะออกพันธบัตรโครงสร้างพื้นฐานให้ประชาชนลงทุน ได้ดอกเบี้ยสูงกว่าการฝากธนาคาร พร้อมกับสร้างงานและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปพร้อมกัน
พร้อมกันนี้พรรคไทยก้าวใหม่ ยังมีวิสัยทัศน์เศรษฐกิจคนไทยมาก่อนด้วยการลงทุน 3 เรื่องหลัก
1. ลงทุนข้อมูล พัฒนาระบบราชการอิเล็กทรอนิกส์ ให้ประชาชนใช้บัตรประชาชนใบเดียวทำทุกอย่างได้ ทั้งรักษาพยาบาล ขอเอกสารราชการ ซึ่งจะสร้างงานในอุตสาหกรรมดิจิทัลหลายแสนตำแหน่ง
2. ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงที่จะเชื่อมภาคต่างๆ รวมถึงรถไฟสู่ภาคใต้ที่จะทะลุจากสตูลไปสิงคโปร์ ผ่านกระบี่ ภูเก็ต พังงา ชุมพร เพื่อดึงนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้
3. ลงทุนเทคโนโลยีใหม่ อาทิ Data Center, AI Technology พร้อมกองทุน Startup 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมและผู้ประกอบการรุ่นใหม่
หนึ่งในนโยบายที่น่าสนใจคือการสร้างศูนย์ซ่อมรถไฟความเร็วสูงในภาคอีสาน โดยเฉพาะโคราช เนื่องจากรถไฟไทย-จีนที่กำลังก่อสร้างจะต้องมีศูนย์ซ่อมบำรุง
"เด็กอาชีวะสิงคโปร์ที่ซ่อมเครื่องบินมีเงินเดือน 60,000 บาท ขณะที่เด็กอาชีวะไทยซ่อมมอเตอร์ไซค์ได้เงินน้อยมาก หากมีศูนย์ซ่อมรถไฟความเร็วสูงในอีสาน จะยกระดับอาชีวะทั้งภาคและสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่" ดร.สุชัชวีร์ ยกตัวอย่าง
นอกจากนี้ยังมีนโยบายค่าไฟฟ้าถูกลงเหลือ 2-3 บาทต่อหน่วย ด้วยการติดตั้งโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ให้บ้านฟรี โดยเอกชนลงทุนและค่อย ๆ เก็บคืนจากค่าไฟที่ประหยัดได้
ไม่จุดกระแสเกลียดชัง แต่สู้ด้วยนโยบายจริง
ดร.สุชัชวีร์ ประกาศชัดเจนว่าพรรคไทยก้าวใหม่จะไม่ทำการเมืองแบบเดิมที่สร้างความขัดแย้งและความเกลียดชัง "เราเห็นการเมืองแบบนี้มา 20 ปี เราไม่ชอบ พรรคไทยก้าวใหม่จะไม่จุดกระแสด้วยความเกลียดชัง แต่จะจุดกระแสด้วยอันตรายจริงๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญ"
อย่างไรก็ตามหากได้เป็นรัฐบาล พรรคมีเป้าหมายชัดเจนคือ หากไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องการดูแลหน่วยงานสำคัญ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษาฯ และกระทรวงดิจิทัลฯ พร้อมทั้งเสนอให้มีโครงสร้างรองนายกฝ่ายทุนมนุษย์ (Human Capital Development) เช่นเดียวกับสิงคโปร์และประเทศพัฒนาแล้ว
"เราทำเต็มที่แล้ว ผลเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับประชาชน แต่เราไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง อยากเห็นประเทศนี้มันดีจริงๆ" ดร.สุชัชวีร์ กล่าวทิ้งท้าย