KEY
POINTS
จากกรณีผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมือง และนักการเมืองไทย ในการเลือกตั้งปี 69 พบว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ซื้อเสียงโดยรวมสูงสุด 7,500 บาทต่อคน โดยกรุงเทพฯและปริมณฑล สูงสุดที่ 7,500 บาทต่อคน ส่วนภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เท่ากันที่สูงสุด 5,000 บาทต่อคน ภาคตะวันออก สูงสุด 3,000 บาทต่อคน
รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้คำนิยามสถานการณ์การซื้อเสียงในครั้งนี้ว่า “เงินเฟ้อการเมือง” โดยให้คำอธิบายว่า มาจากการสำรวจการซื้อเสียง ที่บางพื้นที่พุ่งสูงไปถึง 7,500 บาท โดยส่วนตัวมองว่าอาจมีความเป็นไปได้ และเป็นเปรียบเทียบต้นทุนที่ใช้หาเสียง เพื่อแลกด้วยแค่ 1 คะแนนเสียง
รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้ราคาซื้อเสียงพุ่งไปถึง 7,500 บาท ว่าเกิดจากหลายปัจจัย ดังนี้
1. การแข่งขันที่สูงมาก
จะเห็นได้ว่า การซื้อเสียงด้วยราคา 7,500 บาทนั้นไม่ได้ซื้อกันทั่วประเทศ แต่เป็นการซื้อเสียงในเฉพาะพื้นที่แคบ ๆ พื้นที่เล็ก ๆ พื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง แพ้ชนะกันไม่เท่าไหร่ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
2. โครงสร้างหัวคะแนนไม่นิ่ง
ในบางที่ถ้าระบบหัวคะแนนยังไหลไปไหลมา โดยอาจจะไปอยู่กับผู้สมัครคนนี้ แล้วย้ายไปอยู่กับผู้สมัครคนนั้น การจูงใจให้หัวคะแนนยังอยู่กับตน จึงเป็นปัจจัยให้ต้องใช้เงินมากขึ้น
3. การย้ายพรรคของผู้สมัคร
เกิดจากการที่ผู้สมัครมีการย้ายพรรค ทำให้เกิดคำถามจากฐานเสียงเดิม ดังนั้นการจูงใจให้ประชาชนยังยังเลือกตนเองอยู่ จึงเกิดการซื้อเสียงด้วยใช้จำนวนเงินที่มากขึ้น
4. เงินนอกระบบ
มีการวิเคราะห์ว่า ในปัจจุบันนี้มีเงินที่อยู่นอกระบบไหลเข้ามามาก จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้นักการเมืองกล้าจ่ายในจำนวนเงินที่สูงขึ้น
รศ.ดร. อรรถสิทธิ์ วิเคราะห์สาเหตุที่การซื้อเสียงไม่เคยหมดไปจากประเทศไทยว่า นักการเมืองเห็นความคุ้มค่าว่าการใช้เงินแล้วเข้าสู่อำนาจรัฐ นำมาสู่ผลประโยชน์ การถอนทุนจากการมีอำนาจรัฐนั้น ในขณะเดียวกันในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ไม่เคยมีนักการเมืองคนไหนติดคุกเพราะซื้อเสียง แม้กระทั่งมีบัตรเลือกตั้งมาวางอยู่ข้างกองขยะก็จับมือใครดมไม่ได้ เคยจับเงินพร้อมบัตรแนบบัตรหาเสียง ก็ไม่เห็นจะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อถามว่า ประเทศไทยจะขจัดวงจรของการซื้อสิทธิ์ขายเสียงนี้ได้อย่างไร ดร.อรรถสิทธิ์กล่าวว่า ต้องเกิดกระบวนการเพื่อเปลี่ยนมุมมองว่า “ไม่คุ้ม” สำหรับคนที่จะซื้อต้องให้รู้สึกไม่คุ้ม หากถูกจับได้จะถูกลงโทษอย่างหนัก เช่น ติดคุก และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ต้องทำงานเชิงรุกบูรณาการข้อมูลกับทุกหน่วยงาน เพื่อให้มีข้อมูลตั้งแต่รับสมัครว่า บุคคลผู้นั้นขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่
ส่วนผู้ที่จะขายเสียง ต้องรู้สึกว่าคนที่มาให้เงินไม่ได้มีบุญคุณอะไรกับเรา และจะต้องไม่มีอีกแล้วว่า รับเงินมาแล้วไปกาคนอื่น แต่ควรที่จะปฏิเสธไปอย่างชัดเจนแต่ต้น
ดังนั้นเวลาเราว่านักการเมือง เท่ากับเราด่าตัวเองอยู่ เพราะนักการเมืองมักจะพูดว่าประชาชนอยากได้นักการเมืองอย่างงั้นอย่างงี้ แล้วทำไมยังเลือกตนมา เพราะฉะนั้นวันนี้ประชาชนต้องอยากได้นักการเมืองแบบไหน ก็ต้องเลือกนักการเมืองแบบนั้น ดังนั้นอย่าไปว่านักการเมือง ถ้าคุณยังเลือกนักการเมืองแบบเดิม ๆ เข้าไปอีก