'ปิติ ตัณฑเกษม' ชี้โจทย์ใหญ่ดีเบตไทย ต้องเริ่มจากวินิจฉัยประเทศ

15 ม.ค. 2569 | 07:05 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ม.ค. 2569 | 07:13 น.

'ปิติ ตัณฑเกษม' ซีอีโอ ttb ชวนสังคมตั้งคำถามใหม่ต่อเวทีดีเบตการเมือง ชี้ไทยป่วยเชิงโครงสร้าง แนะเริ่มวินิจฉัยปัญหาก่อนเสนอนโยบายแจกจ่าย

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองไทยที่เริ่มคึกคักเข้าสู่ช่วงเลือกตั้ง เวทีดีเบตและการนำเสนอนโยบายจากพรรคการเมืองต่าง ๆ กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจของสังคม โดยมีการแข่งขันกันชูมาตรการด้านเศรษฐกิจและสวัสดิการเพื่อดึงคะแนนเสียงจากประชาชนอย่างดุเดือด

นายปิติ ตัณฑเกษม กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงมุมมองต่อบรรยากาศการดีเบตของผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่าง ๆ โดยตั้งคำถามว่าสังคมไทยกำลังถกเถียงนโยบาย “ถูกทิศทางแล้วหรือยัง” ท่ามกลางกระแสการนำเสนอนโยบายที่เน้นการให้ การแจก และการลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนเป็นหลัก

นายปิติเปรียบเทียบสถานการณ์ประเทศเสมือน “คนไข้” ที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยโรคอย่างชัดเจน แต่กลับเร่งถกเถียงกันเรื่องการให้ยาและการผ่าตัด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหากไม่เข้าใจต้นเหตุของปัญหาอย่างแท้จริง การใช้งบประมาณจำนวนมากอาจไม่ช่วยให้ประเทศฟื้นตัว และอาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในระยะยาว

ทั้งนี้ ได้เสนอกรอบคิดในการดีเบตเชิงนโยบาย โดยเริ่มจาก 3 คำถามหลัก ได้แก่ Why – ประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร, What – ควรแก้ปัญหาใดก่อนหลัง และ How – จะทำให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ เวลา และบริบททางการเมือง

สำหรับการวินิจฉัยปัญหา นายปิติชี้ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “โรคเรื้อรังหลายระบบ” พร้อมกัน ทั้งเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอลง หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ผลิตภาพแรงงานต่ำ ภาครัฐมีต้นทุนสูงแต่ประสิทธิภาพต่ำ ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs แข่งขันยาก รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบและเงินทุนสีเทาที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ในส่วนแนวทางแก้ไข นายปิติระบุว่า กลุ่ม technocrats และองค์กรเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ได้ร่วมกันพัฒนาแนวคิด “Reinvent Thailand” ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างบน 3 แกนหลัก ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสของภาครัฐ การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และการแก้ปัญหาภาคประชาชนในประเด็นหนี้ครัวเรือน ทักษะแรงงาน และสวัสดิการที่ตรงจุดและยั่งยืน

ขณะเดียวกัน ยังเน้นย้ำว่าการผลักดันนโยบายให้เกิดผลจริง ต้องมีคำตอบเชิงกลไกที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงคำสัญญา โดยต้องอาศัยความเข้าใจเชิงระบบ การใช้ข้อมูลดิจิทัล การปรับกติกาภาครัฐ และความกล้าในการปฏิรูป

นายปิติทิ้งท้ายว่า ไม่ได้คาดหวังให้ทุกพรรคมีแนวคิดเหมือนกัน แต่ต้องการเห็นการดีเบตของประเทศขยับจากคำถามว่า “จะให้อะไรประชาชน” ไปสู่คำถามที่ลึกและสำคัญกว่า คือผู้เสนอนโยบายเข้าใจปัญหาของประเทศมากน้อยเพียงใด และมีแผนที่สามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่