KEY
POINTS
พรรคประชาธิปัตย์ เปิดตัว “แผนปฏิบัติการ 90 วันแรก ทำอย่างไรไทยหายจน” อย่างเป็นทางการ โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยทีมเศรษฐกิจของพรรค ได้แก่ นายกรณ์ จาติกวณิช, ดร.การดี เลียวไพโรจน์ และ นายวีระพงษ์ ประภา ร่วมแถลงยืนยันความพร้อมในการเข้าบริหารประเทศตั้งแต่วันแรก หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ทำให้การเติบโตชะลอตัว รายได้ประชาชนไม่เพิ่ม และความเหลื่อมล้ำขยายตัว การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถพึ่งพานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นหรือการใช้เงินงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและมีเป้าหมายชัดเจน โดยตั้งเป้าให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างน้อย 5% ภายในสิ้นปี
สำหรับกรอบการทำงานในช่วง 90 วันแรก นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า ไม่ต้องการให้มองเป็นเพียงนโยบายเร่งด่วน เพื่อสร้างภาพทางการเมือง แต่เป็น จุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่จำเป็นต้องเริ่มทันที โดยรัฐบาลประชาธิปัตย์จะทำหน้าที่สำคัญ 3 บทบาท คือ
1.ผู้ชี้ทางให้เศรษฐกิจและการลงทุนเดินไปในทิศทางที่ชัดเจน
2.ผู้เปิดทางผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายการต่างประเทศเชิงรุก
3.ผู้ไม่ขวางทาง ด้วยการปฏิรูปกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ลดอุปสรรคต่อการทำธุรกิจและการลงทุน
ขณะเดียวกัน พรรคยังยืนยันการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว ผ่านการพัฒนา อุตสาหกรรมเป้าหมาย และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จากการพึ่งพาการขายสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในภาคเกษตร การแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีขั้นสูง การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาด
ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช ระบุว่า หัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คือการนำ ทรัพยากรของรัฐที่มีอยู่แล้ว มาใช้ให้เกิดมูลค่าสูงสุด โดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นจีดีพีและลดภาระการใช้จ่ายของรัฐในระยะยาว โดยเฉพาะ ข้อมูลของรัฐ (Government Data) ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงที่สุดในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล สามารถนำไปต่อยอดทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล
นายกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐถือครองทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งที่ดิน อาคาร และโครงสร้างพื้นฐาน พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอให้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและประชาชน เข้ามาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม รวมถึงการเปิดระบบพลังงาน ให้เอกชนสามารถผลิตไฟฟ้าและเช่าใช้ระบบสายส่งของรัฐ ซึ่งไทยมีความได้เปรียบจากโครงข่ายที่เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน สามารถต่อยอดไปสู่ การค้าพลังงานระดับภูมิภาค สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ
ในภาคเกษตร นายกรณ์ ระบุว่า ระยะสั้นจะนำโครงการประกันรายได้เกษตรกร กลับมา โดยปรับรูปแบบให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรอย่างเป็นระบบ ขณะที่ระยะยาวจะมุ่งเพิ่มรายได้และอำนาจต่อรองของเกษตรกร ผ่านการปฏิรูปอุตสาหกรรมเกษตร การเข้าถึงตลาด เทคโนโลยี นวัตกรรม และการวิจัยพัฒนา เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
ขณะที่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ชี้ว่า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ การเปิด ข้อมูลโอเพนดาต้า จะช่วยลดต้นทุนของประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีเข้าถึงเทคโนโลยีในราคาที่เหมาะสม ผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านดิจิทัล และเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจอนาคต
ส่วน นายวีระพงษ์ ประภา ระบุว่า หากประเทศไทยยังใช้โครงสร้างการผลิตและเทคโนโลยีแบบเดิม จะยากต่อการยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันจีดีพีไทยเติบโตเพียง 1–2% ต่อปี ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเติบโต 6–8% พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอให้ผลักดัน “เศรษฐกิจใหม่” และอุตสาหกรรมใหม่เป็นเครื่องยนต์หลักของประเทศ
แนวทางสำคัญ คือ ไม่ทิ้งจุดแข็งเดิมของไทย เช่น เกษตร อาหาร และบริการ แต่เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีและผู้ประกอบการไทยเข้าถึงอุตสาหกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก โดยกำหนด อุตสาหกรรมเป้าหมาย 6 ด้าน ได้แก่
1.อาหารแปรรูป
2.ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
3.เทคโนโลยีขั้นสูงและไฮเทค
4.การท่องเที่ยว
5.ภาคการเงิน
6.พลังงานทางเลือก
แต่ละอุตสาหกรรมจะได้รับการสนับสนุนผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดตลาดใหม่ การยกระดับมาตรฐานความยั่งยืน การใช้เทคโนโลยี และการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และเอสเอ็มอี เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ โปร่งใส และเติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ย้ำว่า แผนปฏิบัติการ 90 วันแรก เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย เพื่อพาประเทศก้าวข้ามปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว