KEY
POINTS
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงวันที่ 8 ก.พ. แม้ปัจจุบันจะยังไม่อาจรับรู้ได้ว่าพรรคไหนจะขึ้นมาเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล
แต่หากดูจากอดีตที่ผ่านมาพบว่า SET Index มักตอบรับเชิงบวกในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2 สัปดาห์และก่อนการเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ (ผลตอบแทนเป็นบวก) และหลังเลือกตั้งราว 1 สัปดาห์ไปจนถึง 2 สัปดาห์ ผลตอบแทนเป็นบวกเช่นกัน
ยกเว้นเพียงปี 2566 ที่หลังเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ SET Index ปรับลงเป็นเพราะในช่วงนั้นพรรคก้าวไกลขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่นักลงทุนกังวลว่าจะเกิดการปรับเปลี่ยนหรือเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นพอเปลี่ยนเป็นพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลตลาดหุ้นไทยก็เริ่มฟื้นตัว
สำหรับ Sector ที่น่าสนใจและได้ประโยชน์จากการเลือกตั้งมองไปยังกลุ่มค้าปลีกเพราะเชื่อว่าการกระตุ้นบริโภคของรัฐบาลสามารถทำได้ทันทีและเห็นผลไว เช่นมาตรการคนละครึ่งหรืออาจจะเป็นการซื้อสินค้าและนำมาลดหย่อนภาษี
หากไปดูสถิติจะพบว่ากลุ่มค้าปลีกเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนดีแทบทุกครั้งในช่วงหลังการเลือกตั้ง แต่อย่างไรก็ตามผลตอบแทนด้านขวามือมาจากการหาค่าเฉลี่ยในแต่ละรอบของการเลือกตั้ง ซึ่งในบางครั้งของการเลือกตั้งพบว่าหลังจากนั้นเผชิญกับวิกฤตเช่นช่วงปี 2554 (น้ำท่วมใหญ่) ทำให้เห็นค่าเฉลี่ยที่ปรับขึ้นค่อนข้างสูง แต่หากไม่รวมช่วงดังกล่าวกลุ่มค้าปลีกจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วง 3-4%
แม้สถิติช่วงเลือกตั้งจะเป็นบวกแต่อย่างไรก็ตามให้มองปัจจัยเลือกตั้งเป็นแรงหนุนระยะสั้นมากกว่าจะเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานอย่างมีนัยยะเพราะวันนี้ประเทศไทยมีหลากหลายปัญหาที่ต้องใช้ความสามารถขั้นสูงในการบริหาร
ยกตัวอย่างเช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างต่ำ (ต่ำสุดในภูมิภาค) , หนี้ครัวเรือนที่ค่อนข้างสูง , นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เพราะบางประเทศมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สูงกว่าปี 2562 ส่วนไทยพบว่ากลับลดลงจากปี 2562 และปีก่อนก็ลดลง
ในส่วนของตลาดหุ้นไทยในภาพรวมที่ไม่นับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นปัจจัยก็จะพบว่าความสามารถในการทำกำไรไม่โดดเด่นหากเทียบกับตลาดหุ้นประเทศอื่นๆ สะท้อนผ่านกำไรในภาพรวมอย่าง SET EPS ที่ขยายตัวเพียงเล็กน้อยในแต่ละปี
สวนทางกับตลาดหุ้นอย่างสหรัฐฯ ที่กำไรขยายตัวในระดับ 2 หลัก (20-30% เมื่อเทียบกับปีก่อน) พร้อมกับอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ในระดับ 15-20% สวนทางกับไทยที่ ROE อยู่ในช่วง 8-10%
แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความสามารถในการทำกำไรที่ไม่โดดเด่นจึงเห็น Valuation หุ้นไทยหลายๆ ตัวปรับลงมาต่อเนื่อง (Derate PE) แม้จะมีปัจจัยเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองใหม่ๆ และไม่ว่าจะพรรคไหนก็ตาม เชื่อว่ามีส่วนหนุนหุ้นไทยที่ค่อนข้างจำกัด