เจาะสัมพันธ์ 'ยิม เลียก-เบน สมิธ-แตงไทย' คลี่ปมอายัด-ยึดทรัพย์หมื่นล้าน

04 ธ.ค. 2568 | 01:48 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ธ.ค. 2568 | 02:27 น.

สรุปข้อมูล ปปง. เจาะลึกความสัมพันธ์เครือข่าย 'ยิม เลียก' ประธาน BIC Group ตัวละครใหม่ 'แตงไทย' บัญชีม้าพันล้าน และ 'เบน สมิธ' ที่ถูกอายัด-ยึดทรัพย์ในคดีฟอกเงิน

KEY

POINTS

  • ยิม เลียก, เบน สมิธ และ แตงไทย เป็น 3 บุคคลสำคัญในเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติจากแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดสูงกว่า 9,279 ล้านบาท
  • ยิม เลียก นักธุรกิจชาวกัมพูชา เป็นผู้รับผลประโยชน์ปลายทางของเส้นทางการเงิน และกำลังถูกดำเนินการเพิกถอนสัญชาติไทยตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี
  • แตงไทย ถูกระบุว่าเป็น "บัญชีม้า" คนสำคัญที่ทำหน้าที่รับโอนเงินจากการหลอกลวงประชาชน โดยมีมูลค่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสูงถึง 15,000 ล้านบาท
  • เบน สมิธ มีความเชื่อมโยงทางธุรกรรมกับเครือข่ายและเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่ถูกอายัดมูลค่ามหาศาล เช่น หุ้นมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท แม้จะยังไม่มีชื่อในหมายจับ

ภายใต้ปฏิบัติการ "ถอนรากสแกมเมอร์ข้ามชาติ" ซึ่งเป็นการประสานงานครั้งใหญ่ระหว่างรัฐบาลไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ปปง. ได้เปิดเผยถึงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนและมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 10,165 ล้านบาท ในบรรดาคดีสำคัญทั้งสี่กลุ่ม ซึ่งรวมถึงเครือข่ายเฉิน จื้อ และก๊ก อาน 

คดีที่โดดเด่นและมีมูลค่าการยึดทรัพย์สูงสุดคือคดีที่เชื่อมโยงกับ นายยิม เลียก, นางสาวแตงไทย และ นายเบน สมิธ ซึ่งเป็น "สามตัวละครผู้ต้องหาสำคัญ" ที่พัวพันกับเส้นทางการเงินที่ซับซ้อนนี้

นางสาวแตงไทย: จุดเริ่มต้นของเส้นทางม้าพันล้าน

เรื่องราวการฟอกเงินนี้เริ่มต้นจากการสืบสวนร่องรอยของเงินที่ประชาชนตกเป็นเหยื่อจากการฉ้อโกงออนไลน์หลายรูปแบบ 

ไม่ว่าจะเป็นการหลอกให้ซื้อสินค้า, หลอกกู้ยืมเงิน, หรือหลอกให้ทำภารกิจ

เงินเหล่านี้ถูกโอนผ่านบัญชีม้าหลายทอด ตั้งแต่แถวที่ 1 ถึงแถวที่ 5 ก่อนจะไปรวมกันที่บัญชีปลายทางสองแห่ง ซึ่งมียอดความเสียหายรวมกันกว่า 3,000 ล้านบาท

หนึ่งในจุดเชื่อมโยงหลักที่ ปปง. พบคือ นางสาวแตงไทย เธอถูกระบุว่าเป็น "ม้า" ที่ได้รับมอบอำนาจในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับเงินฝากของธนาคาร

เครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับนางสาวแตงไทย, นายยิม เลียก และ นายเบน สมิธ ได้ดำเนินการทำธุรกรรมรับโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิดในช่วงปี 2560 ถึง 2565 โดยมีมูลค่าธุรกรรมรวมกันสูงถึง 15,000 ล้านบาทเศษ

แสดงให้เห็นว่านางสาวแตงไทยเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ใช้ในการอำพรางธุรกรรมของเครือข่ายนี้

ยิม เลียก: ตัวการใหญ่และผู้รับผลประโยชน์ปลายทาง

จากเส้นทางเงินที่ไหลผ่านบัญชีม้าหลายชั้น บุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นผู้รับผลประโยชน์ในขั้นตอนสุดท้ายคือ นายยิม เลียก หรือ นายเลี้ยก ยิม

ยิม เลียก เป็นนักธุรกิจชาวกัมพูชาผู้ทรงอิทธิพลและเป็นประธานกลุ่ม BIC Group ซึ่งมีความใกล้ชิดกับผู้นำกัมพูชา เนื่องจากเป็นบุตรชายของรองนายกรัฐมนตรี

ความสำคัญของนายยิม เลียก ยังขยายไปถึงสถานะส่วนตัว เนื่องจากเขาได้รับสัญชาติไทยมาจากการสมรสกับภรรยาคนไทย (อยู่ในหมวด 6 ของบัตรประชาชน)

ด้วยเหตุนี้ นายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งการไปยังปลัดกระทรวงมหาดไทยให้ดำเนินการเพิกถอนสัญชาติไทยของนายยิม เลียก ในทันที

ปัจจุบัน นายยิม เลียก และภรรยาของเขา (คุณวิรัญญา ซึ่งถูกออกหมายจับแล้ว) ยังคงหลบหนีอยู่ต่างประเทศ

เบน สมิธ: ปมธุรกิจพันล้านและความเชื่อมโยงทางสังคม

นายเบน สมิธ (Mr. Smith Ben) เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ถูกระบุว่าอยู่ในกลุ่มบุคคลที่ทำธุรกรรมรับโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิดกับเครือข่ายของนายยิม เลียก และนางสาวแตงไทย ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท

แม้ว่าในปฏิบัติการนี้ นายเบน สมิธ จะยังไม่ปรากฏชื่อในหมายจับ 42 หมาย แต่เขากลับมีความเชื่อมโยงทางธุรกรรมที่สำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องของทรัพย์สินที่ถูกยึด

ทรัพย์สินในคดีนี้รวมถึง หุ้น ของบริษัทบางจาก ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 6,000 ล้านบาท ณ ขณะที่มีการอายัด

นอกจากนี้ ธุรกรรมของนายเบน สมิธ ยังถูกมองว่าเชื่อมโยงกับกิจกรรมและบริษัทของนายยิม เลียก ทั้งในตลาดหลักทรัพย์และตลาดทุนหลายแห่ง ซึ่งน่าจะมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท

เจาะสัมพันธ์ 'ยิม เลียก-เบน สมิธ-แตงไทย' คลี่ปมอายัด-ยึดทรัพย์หมื่นล้าน

วิธีการของเครือข่าย

คือการนำเงินที่ได้จากการฉ้อโกงมา "ฟอก" ผ่านการตั้งบริษัทในลักษณะ "Shell Company" (บริษัทบางหน้า) เพื่อใช้ถือครองทรัพย์สิน

ในส่วนของคดีนางสาวแตงไทย, นายยิม เลียก และ นายเบน สมิธ นั้น มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินรวม 66 รายการ มูลค่าสูงถึง 9,279 ล้านบาท ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้รวมถึงที่ดิน, ห้องชุด, และหลักทรัพย์ (หุ้น)

อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความสนใจคือความเชื่อมโยงทางสังคมของนายเบน สมิธ กับบุคคลที่มีชื่อเสียงในรัฐบาล 

นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมนี้ว่า

"เรื่องการรู้จักกัน มันก็มีการรู้จักกันได้ แต่ได้มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานยึดหลัก ปิดชื่อถือพฤติกรรม