KEY
POINTS
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ขึ้นกล่าวเปิดงาน “เปิดวิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน” พร้อมเปิดตัวทีมบริหารและ 12 ภารกิจหลัก ที่รัฐบาลประชาชนจะดำเนินการทันทีหากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 โดยประกาศชัดว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรัฐบาล แต่คือการตั้ง “รัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลง”
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยติดหล่มสถานะประเทศกำลังพัฒนา ปัญหาเดิมไม่เคยถูกแก้ไขอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันปัญหาใหม่ก็ถาโถมเข้ามา เศรษฐกิจไทยไม่สามารถฟื้นตัว อุตสาหกรรมเก่าถูกปล่อยให้ตายสนิท แต่อุตสาหกรรมใหม่กลับไม่เกิด ผู้ประกอบการรายย่อยมองไม่เห็นอนาคต ผู้ประกอบการรายใหญ่แข่งขันในเวทีโลกไม่ได้ ขณะที่เงินในระบบเศรษฐกิจไทยไหลออกไปต่างประเทศมากขึ้น
พร้อมชี้ว่า ค่าไฟฟ้าแพง ค่าแรงต่ำ รายได้แรงงานแทบไม่ขยับ แต่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นทุกปี ชนบทถูกแช่แข็งให้อยู่กับการเกษตรแบบเดิม เกษตรกรยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ ไม่มีงานใหม่ ไม่มีโอกาส คุณภาพชีวิตหยุดนิ่ง ขณะที่ปัญหาสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ น้ำท่วม น้ำแล้ง ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี
นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ระบบราชการไม่ทันต่อโลกยุคใหม่ กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นที่พึ่งของประชาชน ปัญหาคอร์รัปชันลุกลามถึงขั้นระบบส่วย หน่วยงานความมั่นคงไม่เท่าทันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และทุนเทากำลังกัดกินประเทศ พร้อมแทรกแซงกลไกการเมือง
ขณะเดียวกัน ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดคือ “คน” กลับถูกละเลย ระบบการศึกษาไทยล้าสมัยจนไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน โครงการพัฒนาทักษะจำนวนมากกลายเป็นเพียงการใช้งบประมาณโดยไม่ก่อผลลัพธ์จริง
นายณัฐพงษ์ย้ำว่า ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การบริหารประเทศแบบเดิม และการจัดตั้งรัฐบาลแบบเก่า จะไม่สามารถพาประเทศอยู่รอดได้อีกต่อไป นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของพรรคประชาชนในการออกแบบ “รัฐบาลประชาชน” เพื่อทลายข้อจำกัดของระบบเดิม
ทลายไซโล-ยุติการเมืองโควต้า
นายณัฐพงษ์ ชี้ว่า ข้อจำกัดแรกของการบริหารประเทศที่ผ่านมา คือ ระบบราชการแบบไซโล กระทรวงต่างคนต่างทำ ตั้ง KPI แยกส่วน แม้จะมีแผนบูรณาการแต่ไม่เคยเกิดผลจริง
ข้อจำกัดที่สอง คือการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีตามโควต้าพรรคการเมือง ไม่ได้วางคนตามภารกิจ หากรัฐมนตรีมาจากต่างพรรค ต่างกลุ่ม ก็ยิ่งขาดการประสานงาน ต่างคนต่างสร้างอาณาจักรเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
“รัฐบาลประชาชน” จึงถูกออกแบบมาเพื่อทลายข้อจำกัดเหล่านี้ เป็นรัฐบาลที่ทำงานตามภารกิจ ตอบสนองความท้าทายของประเทศ และยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง
โมเดล“ทีมผู้นำเข้มแข็ง”
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลประชาชนจะใช้รูปแบบการบริหารแบบ “ทีมผู้นำเข้มแข็ง” แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ทีมทำเนียบรัฐบาล และ ทีมกระทรวง
ทีมทำเนียบรัฐบาลจะเป็นศูนย์บัญชาการ กำหนดเป้าหมาย จัดลำดับความสำคัญ และเชื่อมการทำงานข้ามกระทรวง ประกอบด้วยตนในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี 4 ด้าน ได้แก่
พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองนายกฯ ด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ
เดชรัต สุขกำเนิด รองนายกฯ ด้านคุณภาพชีวิต
ศิริกัญญา ตันสกุล รองนายกฯ ด้านการปฏิรูปภาครัฐ
รองนายกรัฐมนตรีจะไม่ควบตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อดูแลงานเชิงยุทธศาสตร์ข้ามกระทรวงอย่างเต็มที่ ขณะที่นายกรัฐมนตรีจะกำกับภาพรวม เพื่อป้องกันการทำงานแบบไซโล
ส่วนทีมกระทรวงจะจัดวางบุคลากรตามความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสมกับภารกิจ ทำงานร่วมกับข้าราชการอย่างมืออาชีพ และได้รับความไว้วางใจจากประชาชน
เลือกตั้งคือโอกาสเปลี่ยนประเทศ
นายณัฐพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ภายใต้การบริหารแบบใหม่ที่ใช้เจตจำนงทางการเมืองควบคู่ความเป็นมืออาชีพ รัฐบาลประชาชนจะเป็นรัฐบาลที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง
“พอกันทีกับคำว่าเลือกใครไปก็เหมือนกัน การเลือกตั้งครั้งนี้ คือเวลาของการตั้งรัฐบาลประชาชน รัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลง”
พร้อมเชิญชวนประชาชน วันที่ 8 กุมภาพันธ์ กาเลือกพรรคประชาชนทั้ง สส.เขต และ บัญชีรายชื่อ และร่วมลงประชามติเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อพาประเทศไทยก้าวสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิม