KEY
POINTS
วันที่ 7 มกราคม 2569 สภาผู้บริโภคเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองต่างๆ นำเสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในด้านสำคัญ ได้แก่ การศึกษา บริการสุขภาพ และอาหาร ยา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ได้แก่ มลฤดี โพธิ์อินทร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค ภาณุโชติ ทองยัง ประธานอนุกรรมการด้านอาหารยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ สุรีรัตน์ ตรีมรรคา ประธานอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ และอรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา ซึ่งได้ร่วมตั้งคำถามประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบายของแต่ละพรรคที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้บริโภคทุกคน
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สภาผู้บริโภคยกขึ้นในเวทีสัมมนาคือปัญหาการศึกษา ซึ่งแม้ว่าในนโยบายจะมีการประกาศเรียนฟรีแต่ในทางปฏิบัติยังคงมีค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองต้องแบกรับ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่ากิจกรรม หรือค่าบำรุงการศึกษา รวมถึงปัญหาที่เด็กหลายคนไม่สามารถรับใบวุฒิการศึกษาได้เพราะค้างค่าเทอม โดยเฉพาะในกรณีที่เด็กเรียนจบแล้วแต่ไม่สามารถออกใบวุฒิได้
จึงมีการเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ให้การศึกษาในระบบ “เรียนฟรี” เป็นสิ่งที่ฟรีจริงๆ ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าบำรุงการศึกษา และที่สำคัญคือการผลักดัน นโยบายเรียนฟรีปริญญาตรีใบแรก ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงานและความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก
สำหรับประเด็นด้านอาหารและยา สภาผู้บริโภคกล่าวถึวความล้าสมัยของ พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งใช้มานานถึง 46 ปี โดยไม่สามารถทำให้การเรียกคืนสินค้าอันตรายหรือการเปิดเผยชื่อสินค้าที่มีสารพิษตกค้างทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องเสี่ยงต่อการบริโภคอาหารที่ไม่ปลอดภัย
ทางสภาผู้บริโภคจึงได้เสนอให้ ปรับปรุง พ.ร.บ. อาหาร ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนการเกษตรอินทรีย์ ด้วยการจัดตั้งตลาดอินทรีย์ ในทุกจังหวัด ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงอาหารปลอดภัยที่มาจากการเกษตรอินทรีย์ได้ง่ายขึ้นและสามารถยั่งยืนต่อไปในอนาคต
ด้านบริการสุขภาพ ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่าง ระบบราชการ ประกันสังคม และ บัตรทอง ยังเป็นปัญหาสำคัญที่สังคมไทยต้องเผชิญ ระบบเหล่านี้มีความไม่เท่าเทียมกันในการให้สิทธิประโยชน์ และส่งผลให้ประชาชนบางกลุ่มยังคงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงจากการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่ได้รับการควบคุมราคา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง
สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้รัฐบาล สมทบเงินเข้ากองทุนทั้ง 3 กองทุนให้เท่าเทียมกัน และควบคุมราคาค่ารักษา และ ค่าธรรมเนียมแพทย์ ในโรงพยาบาลเอกชน เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากราคาที่สูงและการเข้าถึงบริการที่ยากลำบาก
1. พรรคประชาธิปัตย์ (หมายเลข 27)
เน้นการแก้ปัญหาด้วยแนวคิด "ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น" โดยเน้นการพัฒนาที่ตัวบุคคลและกฎหมายที่เป็นธรรม
• สาธารณสุข: มุ่งลดความเหลื่อมล้ำของ 3 กองทุน โดยเสนอให้ Telemedicine (การแพทย์ทางไกล) เป็นกฎหมายบังคับใช้เพื่อให้ผู้ป่วยโรค NCDs และจิตเวชติดตามอาการได้จากที่บ้าน ลดภาระการเดินทาง มีการใช้ระบบ AI และอิเล็กทรอนิกส์ในการบริหารจัดการงบประมาณเพื่อไม่ให้เกิดหนี้สะสม และเสนอโครงการ Health Coaching ฝึกคนรุ่นใหม่มาดูแลผู้สูงอายุในอนาคต
• อาหาร: เน้นนวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การนำเปลือกมังคุดไปแปรรูปเป็นยารักษาโรคหรือสีกรองธรรมชาติ เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรมากกว่าการขายผลสด รวมถึงการผลักดันกฎหมายอาหารให้เป็นมาตรฐานสากลเพื่อการส่งออก
• การศึกษา: นโยบาย "หายจนปัญญา" เสนอหลักสูตร "บุฟเฟต์" (Flexible Curriculum) ที่ยืดหยุ่นตามความต้องการของผู้เรียนและท้องถิ่น เรียนฟรีต้องฟรีจริงไม่มีค่าแฝง (ค่าเดินทาง, อาหาร, กีฬา) จนถึงปริญญา และมีนโยบาย English for All ให้โรงเรียนรัฐมีครูเจ้าของภาษาสอนอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ตั้งแต่เด็กเล็ก
2. พรรคไทยสร้างไทย (หมายเลข 48)
เน้นการปรับโครงสร้างอำนาจจากรัฐไปสู่มือประชาชนและการสร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน
• สาธารณสุข: เสนอระบบ Cloud Medicine เพื่อจองคิวและลดปัญหาการส่งตัวระหว่างโรงพยาบาล ไฮไลท์สำคัญคือ "บำนาญประชาชน 3,000 บาท" ซึ่งไม่ได้ให้เปล่า แต่ใช้ระบบ Health Score มาแลก โดยหากผู้สูงอายุรักษาสุขภาพดีจะช่วยลดงบประมาณการรักษาของรัฐในระยะยาว
• อาหาร: มุ่งเป้าเป็น Global Food Security Hub โดยเสนอให้ปรับปรุง พ.ร.บ. อาหาร ให้ทันสมัย ไม่เป็นอุปสรรคต่อ SME และผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมผลักดันอาหารไทยเป็น Soft Power ระดับโลก
• การศึกษา: เสนอนโยบายเปลี่ยนงบรายหัวเป็น "คูปองการศึกษา" ให้ผู้ปกครองถือเพื่อให้โรงเรียนต้องแข่งขันกันพัฒนาคุณภาพ เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ลดเวลาเรียนลง 3-4 ปีเพื่อให้ออกมาทำงานได้เร็วขึ้น และมีระบบ Learn to Earn ฝึกงานและมีรายได้ระหว่างเรียน
3. พรรคไทยก้าวใหม่ (หมายเลข 49)
เน้นความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพและการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาบริหารจัดการเหมือนต่างประเทศ
• สาธารณสุข: เสนอการใช้ ฐานข้อมูลกลาง (Social Security Number) เชื่อมโยงประวัติการรักษาเพื่อลดต้นทุนการตรวจซ้ำซ้อน ใช้ AI (เช่น GPT) ช่วยวิเคราะห์โรคเบื้องต้นเพื่อลดภาระหมอ และใช้แอปพลิเคชันจองคิวโรงพยาบาลรัฐเพื่อลดความแออัด
• อาหาร: เน้นการเพิ่ม Productivity per Rai (ผลผลิตต่อไร่) โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อสู้กับสินค้าจากจีนและเวียดนาม เสนอระบบความปลอดภัยในซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีการติดป้ายบอกเกรดความปลอดภัยของสินค้าชัดเจน
• การศึกษา: สนับสนุนการเรียน ฟรีจนถึงปริญญาเอก โดยบริหารจัดการงบประมาณเน้นที่การเรียนมากกว่าการสร้างอาคาร ให้เด็กมี อาหารเช้าฟรี เพื่อพัฒนาสมอง และนโยบาย "คืนครูให้นักเรียน" โดยลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอน มุ่งสร้างอาชีพใหม่ๆ เช่น การสร้างแพลตฟอร์มระดับโลกด้วยฝีมือเด็กไทย
4. พรรคภูมิใจไทย (หมายเลข 37)
ยึดมั่นในสโลแกน "พูดแล้วทำ" และการแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา
• สาธารณสุข: ผลักดันให้ทุกกองทุนมี "สิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่เท่าเทียม" (Minimum Benefit) เสนอ "พยาบาลอาสา 1 หมู่บ้าน 1 ตำแหน่ง" (ผู้มีวิชาชีพ ไม่ใช่อาสาสมัคร) เพื่อดูแลคนท้องและผู้สูงอายุในชุมชน ลดความแออัดในโรงพยาบาล และคัดค้านการร่วมจ่าย (Co-payment) ทุกรูปแบบ
• อาหาร: มุ่งเป้าเป็น Food Security Hub ของโลก โดยใช้กลไกการตลาดนำการผลิต เช่น การหาตลาด Niche Market ในต่างประเทศเพื่อให้ราคาข้าวสูงขึ้น (เช่น ข้าวแข็งสำหรับสิงคโปร์, ข้าวสำหรับตะวันออกกลาง) และแก้ พ.ร.บ. อาหาร 2522 ที่ล้าสมัย
• การศึกษา: ผลักดัน กยส. ดอกเบี้ย 0% และไม่มีเบี้ยปรับ เสนอนโยบาย "เรียนฟรีทุกที่ มีอยู่จริง" ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ไม่เสียค่าเน็ต มีระบบ Credit Bank สะสมหน่วยกิตเพื่อรับวุฒิการศึกษาได้ทุกช่วงวัย และลดภาระงานครูเพื่อให้ครูมีสุขในการสอน
5. พรรคประชาชน (หมายเลข 46)
เน้นความโปร่งใส การจัดสรรงบประมาณใหม่ และการใช้ข้อมูลเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
• สาธารณสุข: เสนอเติมงบประมาณ 17,000 ล้านบาท ให้ สปสช. ทันทีเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง จัดทำชุดสิทธิประโยชน์ให้เท่ากันในทุกโรค และตั้ง National Clearing House เพื่อตรวจสอบการจ่ายเงินให้เป็นธรรม พร้อมแยกงบเฉพาะสำหรับ Long-term Care และ สุขภาพจิต
• อาหาร: นโยบาย "เกษตรไทยไม่เทา" เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาได้ ให้คูปองตรวจรับรองมาตรฐาน GAP อินทรีย์ 5,000 บาท และคูปองแปรรูปสินค้า 50,000 บาท ต่อราย เพื่อช่วยให้เกษตรกรเข้าถึง อย. และแปรรูปสินค้าได้จริง
• การศึกษา: ตั้งเป้าให้มีโรงเรียนเรียนฟรีจริง 80% ทั่วประเทศ ภายใน 4 ปี โดยรัฐอุดหนุนงบเพิ่ม 30,000 ล้านบาทให้โรงเรียนที่ไม่เก็บเงินผู้ปกครอง ให้ "คูปองการเรียนรู้" 2,000 บาทต่อคนต่อปี ให้เด็กเลือกเรียนสิ่งที่ชอบ และ คูปองฝึกทักษะครู 5,000 บาทต่อปี รวมถึงเพิ่มแหล่งเรียนรู้ในทุกอำเภอ
6. พรรคเพื่อไทย (หมายเลข 9)
เน้นการใช้เศรษฐกิจมูลค่าสูง วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนำทาง
• สาธารณสุข: ยกระดับเป็น "30 บาทรักษาทุกที่" เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ Cloud และเสนอระบบ Premium Health Insurance เพื่อยกระดับสิทธิประกันสังคมให้เป็น "สิทธิพิเศษ" (Privilege) ที่ดีกว่าสิทธิพื้นฐาน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ใช้ AI ช่วยในการวินิจฉัยและบริหารจัดการระบบสุขภาพ
• อาหาร: เสนอกฎหมาย Omnibus Law เพื่อแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคหลายฉบับในคราวเดียว ยกระดับเกษตรกรรมสู่ "เกษตรมูลค่าสูง" (High-value Agriculture) โดยใช้วิทยาศาสตร์สร้างความแตกต่าง เช่นเดียวกับโสมเกาหลี
• การศึกษา: เน้นกลุ่มเด็กขาดโอกาสผ่านโครงการ ODOS (1,200 ทุน) และ Thailand Zero Drop-out มีระบบ Credit Bank กลาง และไฮไลท์นโยบาย "เรียนได้งบ จบได้งาน" ให้เงิน 3,000 บาทในการซื้อคอร์สเรียน และให้ 7,000 บาทเมื่อเรียนจบ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเพิ่มทักษะ (Reskill/Upskill)
การสัมมนาครั้งนี้ได้เปิดเผยถึงนโยบายและแนวทางของพรรคการเมืองที่มุ่งหวังให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา บริการสุขภาพ หรืออาหาร ยา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทุกพรรคต่างมีมุมมองในการใช้ เทคโนโลยีและ AI เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม รวมถึงการ ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย และผลักดันให้ การศึกษาและบริการสุขภาพเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้จริง ทุกพรรคต่างกันในวิธีการและแหล่งที่มาของงบประมาณ แต่ทุกเห็นตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง