“กรรณ์-พรรคเป็นธรรม”แฉโครงสร้างเกษตรล้มเหลว รัฐแก้ปลายเหตุ

06 ม.ค. 2569 | 10:23 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ม.ค. 2569 | 10:33 น.

“กรรณ์-พรรคเป็นธรรม”เปิดโปงโครงสร้างเกษตรไทย รัฐแก้ปลายเหตุ เลี้ยงความจนเป็นฐานเสียง เสนอปฏิรูป 4 ด้าน ตั้งแต่เลิกโทษเกษตรกร แก้โครงสร้างแบ่งผลประโยชน์ รัฐรับความเสี่ยงแทนชาวนา

KEY

POINTS

  • ชี้ว่าวิกฤตเกษตรกรรมเป็นความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของรัฐ ที่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ใช่ความผิดของเกษตรกร
  • ยกตัวอย่างโครงสร้างส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง ที่เกษตรกรได้ส่วนแบ่งน้อยมาก ขณะที่รัฐใช้วิธีนำเข้าเพื่อกดราคา
  • เสนอให้รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้รับความเสี่ยงแทนเกษตรกร และทุ่มเทวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชคุณภาพสูง แทนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

นางสาวกรรณ์ ชวกรกุล ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม แสดงจุดยืนต่อปัญหาเกษตรกรรมไทย โดยระบุว่า วิกฤตเกษตรไม่ใช่ความล้มเหลวของเกษตรกร แต่เป็นความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของรัฐ ที่ปล่อยให้ปัญหาหมักหมมยาวนาน 

นโยบายเกษตร คือ เรื่องปากท้องของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะชาวนา และเสนอแนวทางปฏิรูป 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ 

1.เลิกโทษเกษตรกร รัฐต้องยอมรับความล้มเหลว โดยยกกรณี หญ้าเนเปียร์ ซึ่งในอดีตถูกมองว่าล้มเหลวเพราะราคาตกและเก็บรักษายาก ก่อนจะกลับมาสร้างมูลค่าได้เมื่อมีการพัฒนา เทคโนโลยีแปรรูปและสายพันธุ์ ให้เก็บได้นานและมีโปรตีนสูง สะท้อนว่า “ปัญหาไม่ใช่เกษตรกรไม่เรียนรู้ แต่รัฐไม่เคยยอมรับความล้มเหลวในการถ่ายทอดองค์ความรู้และปรับ Mindset ทั้งระบบ ทั้งที่เกษตรกรคือรากฐานของประเทศ”

2. โครงสร้างส่วนแบ่งไม่เป็นธรรม “มันสำปะหลังแสนล้าน” เกษตรกรได้แค่เศษเสี้ยว โดยยกตัวอย่างมันสำปะหลัง ที่รัฐแก้ปัญหาผิดจุด ด้วยการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน มากดราคาเกษตรกรไทย แม้จะมีเงื่อนไขว่า ถ้าซื้อมาเท่าไหร่ต้องรับซื้อของเกษตรกรไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า ซึ่ง เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แทนที่จะเร่งแก้ โรคใบด่าง และพัฒนาสายพันธุ์ไทยให้แป้งสูงขึ้นเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง

“อุตสาหกรรมแป้งมันส่งออกมูลค่าแสนล้านบาท แต่เกษตรกรได้เพียง 7–9% ขณะที่โรงงานได้ 30–35% และสถาบันการเงิน 10–15% นี่คือโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมและต้องแก้ไข”

นางสาวกรรณ์ แจกแจงประเด็นที่ 3 ที่ต้องปฏิรูป โดยชี้ว่า “อาหารคืออาวุธ” นโยบายเกษตร คือ เรื่องของคนเมือง 100% ทุกคนคือผู้บริโภค หากเกษตรกรผลิตอาหารปลอดภัย สุขภาพคนเมืองจะดี ลดภาระงบประมาณสาธารณสุข และเมื่อเกษตรกรมีรายได้ เศรษฐกิจมหภาคจะหมุนเวียน ค่าครองชีพสมดุล “อาหารคืออาวุธที่ไม่ต้องยิง แต่สร้างความมั่นคงให้ประเทศได้จริง”  

ที่สำคัญคือประเด็นที่ 4  รัฐต้องเป็น “ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก” รับความเสี่ยงแทนชาวนา เช่นกรณีข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งเป็นข้าวชั้นเลิศของโลก แต่เกษตรกรแบกรับความเสี่ยงทั้งหมด ทั้งภัยธรรมชาติ โรค และ ราคาตกต่ำ ขณะที่รัฐกลับส่งเสริมพันธุ์ราคาถูก แทนการทุ่มวิจัยพัฒนาพันธุ์ 105 ให้ทนทาน

“ข้าวเปลือกราคาเกวียนละหมื่นกว่าบาท แต่เมื่อเป็นข้าวสารพรีเมียม ราคากระโดดถึงกิโลละ 300 บาท ส่วนต่างเหล่านี้ไม่เคยกลับไปถึงเกษตรกร เพราะระบบไม่ได้ออกแบบมาให้รัฐรับความเสี่ยงแทนพวกเขา ภาคการเมืองไม่เคยส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรม แต่ยังเน้นให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากไม่ได้เพื่อจะเป็นฐานเสียง เพื่อจะกำหนดนโยบาย ออกมาครอบประชาชนไว้ได้ซึ่งคะแนนเสียง”

น.ส.กรรณ์ เปรียบประเทศเป็นต้นไม้ใหญ่ โดยเกษตรกรคือ “ราก” หากรากถูกปล่อยให้ขาดสารอาหาร และเผชิญศัตรูพืชเพียงลำพัง ลำต้นอย่างรัฐบาลและกิ่งก้านใบอย่างภาคเศรษฐกิจและคนเมือง ย่อมไม่อาจเติบโตอย่างยั่งยืนได้

“ในอดีตเราเคยใช้คำว่า “ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ” แต่วันนี้กลับมีคำพูดว่า “เกษตรกรเป็นภาระของรัฐบาล” นี่สะท้อนทัศนคติของรัฐและการเมือง ที่มองปัญหาเกษตรผิดทางอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่เกษตรกรคือรากฐานของความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศ” 

น.ส.กรรณ์ กล่าวพร้อมด้วยว่า การแก้ปัญหาเกษตรด้วยมาตรการเฉพาะหน้า การอุดหนุนระยะสั้น หรือการนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อกดราคา ไม่เพียงไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่ยังตอกย้ำโครงสร้างที่ทำให้เกษตรกรอ่อนแอ และตกอยู่ในวงจรความยากจนอย่างต่อเนื่อง