ปิดยอดขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า-นอกราชอาณาจักร 2,410,425 คน

06 ม.ค. 2569 | 04:32 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ม.ค. 2569 | 05:59 น.

กกต.สรุปยอด 17 วัน ขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า-นอกราชอาณาจักร 2,410,425 คน ส่วนยอดลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 1,598,056 คน

KEY

POINTS

  • กกต. สรุปยอดผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกราชอาณาจักร มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 2,410,425 คน
  • แบ่งเป็นผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขตมากที่สุด 2.26 ล้านคน, นอกราชอาณาจักร 1.39 แสนคน และในเขตเลือกตั้ง 8,247 คน
  • การเปิดให้ลงทะเบียนดังกล่าวมีขึ้นเป็นเวลา 17 วัน ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569

วันนี้ (6 ม.ค. 69) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปยอดจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้ง นอกเขตเลือกตั้ง และ นอกราชอาณาจักร รวม  17 วัน ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 - วันที่ 5  มกราคม 2559  รวมจำนวน 2,410,425 คน  โดย

- มีผู้ขอลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้ง 8,247  คน  

- มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง  จำนวน 2,262,643 คน 

- ผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรจำนวน 139,535  คน 

ขณะที่จำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิที่ออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียงประชามติและนอกราชอาณาจักรรวม 3 วัน ที่เปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 3-5 มกราคม 2569 มีประชาชนลงทะเบียน รวม 1,598,056 คน โดย

- เป็นผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียงจำนวน 1,502,390 คน  

- มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรจำนวน 95,666 คน 

กกต.เปิดศูนย์จับผิดใส่ร้ายผู้สมัคร-พรรคการเมือง 

ด้าน นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.กล่าวระหว่างเปิดศูนย์บริหารการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ ( E-war Room) ว่าวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและเป็นไปได้ด้วยดี และปกป้องผู้สมัครพรรคการเมือง และผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 

ทั้งนี้ศูนย์จะมีการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง  โดยจะมีโปรแกรมตรวจจับว่าใครโพสต์ข้อความเฟกนิวส์ หรือ ใส่ร้ายผู้สมัคร พรรคการเมือง ทำให้เกิดความเสียหาย หรือ การใช้ข้อความอันเป็นเท็จ และเมื่อได้รับข้อมูลพวกนี้จากสิ่งที่เป็นความปรากฏต่อ กกต.เอง หรือผู้สมัครพรรคการเมืองได้รับผลกระทบก็สามารถแจ้งมาที่ศูนย์นี้ได้ ซึ่ง กกต.ก็จะทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นด้วย 

สำหรับขั้นตอนในการคัดกรองข้อความ มีโปรแกรมจะมีระบบตรวจจับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งต้องมาดูว่าข้อความเหล่านั้น จะเข้าข่ายการใส่ร้ายหรือไม่ตามกฎหมายการหาเสียง โดยเป้าหมายของ กกต. คือ การใส่ร้าย  ไม่ใช่การหมิ่นประมาท  ซึ่งถ้าหากเป็นหมิ่นประมาท เข้าข่ายเป็นคดีอาญา พรรคการเมืองจะต้องไปจัดการกันเอง 

นายแสวง กล่าวอีกว่า ระบบนี้ กกต.ใช้ตั้งแต่การเลือกตั้ง สส. เมื่อปี 2566 สามารถสั่งลบข้อความได้เป็นจำนวนมาก   ซึ่งเบื้องต้นหากตรวจสอบพบเจอจะมีการสั่งลบ แก้ไข เปลี่ยนแปลง  และที่ผ่านมาเราลบได้แต่ตามบุคคลไม่ได้  เพราะมีการตั้ง IP ที่ต่างประเทศ ซึ่งเราต้องร่วมมือกับทางเฟซบุ๊กไลน์ ติ๊กต๊อก และแพลตฟอร์มอื่นๆ ทางโซเชียล รวมถึงกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อที่จะสามารถตามเรื่องพวกนี้ได้ เพราะผิดกฎหมายอาญา

หาก IP อยู่ในเมืองไทยตามได้แน่นอน แต่ส่วนใหญ่ IP  จะอยู่ต่างประเทศเราไม่สามารถตามตัวมาได้ เพื่อช่วยให้เกิดบรรยากาศการแข่งขัน ที่เป็นธรรม บางแพลตฟอร์มจัดตั้งในต่างประเทศจึงมีข้อจำกัดในการคุ้มครองลูกค้า

ส่วนกรณีที่พบว่า มีการใส่ร้าย ตามขั้นตอนคือ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องเป็นคนสั่งลบ และต้องตามถึงบุคคลที่โพสต์  อย่างไรก็ตามศูนย์แห่งนี้จะทำงานเป็น การวินิจฉัยเบื้องต้นเพื่อส่งไปยัง กกต.ก่อนจะมีการลบโพสต์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการลบโพสต์ไปค่อนข้างเยอะแล้ว