thansettakij
thansettakij
ลึกสุดใจ ปกรณ์ ถูกแซะ เก้าอี้ เลขาฯ กฤษฎีกา แพะรับบาป ดิจิทัลวอลเลต 5 แสนล้าน

ลึกสุดใจ ปกรณ์ ถูกแซะ เก้าอี้ เลขาฯ กฤษฎีกา แพะรับบาป ดิจิทัลวอลเลต 5 แสนล้าน

11 ม.ค. 67 | 08:30 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ม.ค. 67 | 06:03 น.

เสียงขู่-คำราม “ข้อสั่งการ” ของ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี ตามคำแถลงของ “หมอชัย ชัยวัชรงค์” โฆษกรัฐบาล กลาง ครม. หลังจาก กฤษฎีกา “ไม่ฟันธง” พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทได้-ไม่ได้ จนโดนแซะเก้าอี้ “เลขาฯกฤษฎีกา คนที่ 20”

“ตั้งแต่นี้ต่อไปในรัฐบาลชุดนี้ จะไม่มีการต่ออายุเกษียณราชการเด็ดขาด จะไม่อนุญาตให้มีการต่ออายุ เกษียณแล้ว เกษียณเลย ไม่มีต่ออายุ”นายชัยกล่าว 

แต่ความจริงแล้ว "ปกรณ์ นิลประพันธ์" มีอายุราชการถึงปี 2572 มิหนำซ้ำ ตำแหน่งเลขาธิการกฤษฎีกามีความ “พิเศษ” เนื่องจาก พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551

ประกอบกับ “มติ ก.พ.” เมื่อปี 51 ได้ “ยกเว้น” สูตรต่ออายุเก้าอี้ 4+1+1 สำหรับเก้าอี้เลขาฯกฤษฎีกา เพียงตำแหน่งเดียว

อย่างไรก็ตามถ้าหากถูกย้ายต้องเป็นไปในระนาบ “ปลัดกระทรวงเท่านั้น” และคนที่จะสามารถย้ายได้ คือ นายกรัฐมนตรี ผู้บังคับบัญชาแต่เพียงผู้เดียว

นายปกรณ์เคยเปรยกับ “คนใกล้ชิด” ว่า ไม่ยึดติดกับตำแหน่ง หากถูกย้าย และจะ “ไม่ฟ้อง” และขอให้ย้าย “เข้ากรุ” สำนักนายกรัฐมนตรี สถานที่ถูกเปรียบเป็นสุสานข้าราชการที่ไม่สนองนโยบาย

สิ่งที่สำคัญอย่าบังคับให้ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผิดกฎหมาย-ผิดหลักการ 

3 ปัจจัยในการตัดสินใจออกนอกเส้นทางชีวิตข้าราชการ หนึ่ง สุขภาพ สอง หากถูกย้ายต้องสามารถทำประโยชน์ได้ และ สาม ถ้าย้ายแล้วไม่สามารถทำประโยชน์ได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการลาออก 

ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายปกรณ์โดนเขย่า-ขย่มเก้าอี้เลขาฯ กฤษฎีกา หลังมีกระแสข่าวลือว่าจะโยก-ย้าย  “ครม.เศรษฐา1” ถูกฟอร์มขึ้น โดยมีอย่างน้อย 2 เก้าอี้ ที่ “สอบตกคุณสมบัติ” รัฐมนตรีโควตาจากพรรคเพื่อไทย-พลังประชารัฐ 

แม้กระทั่งในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ “ปกรณ์” ก็เคยมีกระแสข่าวไม่สู้ดีกับอนาคตทางราชการกับเขาจนต้องออกมาพูดดัง ๆ 

“เหมือนเมื่อก่อนที่จะมีข่าวย้ายผม ถ้าเห็นว่าผมไม่เหมาะกับนโยบายของเขา เขาก็ย้ายผมไปประจำสำนักนายกฯ แล้วเขาก็ตั้งคนใหม่มาแทน เกมไม่มีอะไร”

เส้นทางชีวิตข้าราชการของ “ปกรณ์” เริ่มต้นจากการเป็น กรรมการร่างกฎหมายประจำ นักกฎหมายกฤษฎีกาเชี่ยวชาญ ตำแหน่งเลขที่ 10 กลุ่มร่างกฎหมายและให้ความเห็นทางกฎหมาย เป็นนักกฎหมายกฤษฎีกาทรงคุณวุฒิตำแหน่งเลขที่ 9 

ในช่วงอยู่ในสำนักที่ปรึกษากฎหมายรัฐบาล 5 ปี ถูก "ดิสทัต โหรตระกิตย์" เลขาธิการกฤษฎีกาขณะนั้น “โปรโมท” ให้เป็น “รองเลขาฯกฤษฎีกา” ในฐานะเป็นผู้มีความรู้-ความสามารถทางด้านกฎหมาย และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ทั้งภายใน-ภายนอก

โดยเฉพาะในด้านการพัฒนากฎหมายและการวิจัย และมีความประพฤติดี มีประวัติการทำงานดีเด่น มีความอุตสาหะวิริยะในการปฏิบัติงาน ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ให้เป็นผลสำเร็จอย่างดี มีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์แก่ทางราชการตลอดมา

ปี 2559 พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี-หัวหน้าคสช. ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีให้นายปกรณ์ ดำรงตำแหน่ง “รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี” อีกตำแหน่งหนึ่งชั่วคราว

ปี 2560 ได้รับบทบาทในฐานะ เลขานุการกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับต้านโกง

ปี 2561 นายปกรณ์ โอนไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ก่อนมาเป็น “เลขาฯกฤษฎีกาคนที่ 20”

เก้าอี้กฤษฎีกาในยุคที่ปกรณ์กุมบังเหียน ต้องตอบโต้ทางการเมืองในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ที่มักปลุก-ปั่นจากนักการเมือง

ยกตัวอย่าง กรณีการออกร่างกฎกระทรวงให้ต่างชาติซื้อที่ดิน ที่ถูกครหาว่าเป็น “กฎหมายขายชาติ” แม้กระทั่ง ดร่าม่าตัดเบี้ยผู้สูงอายุ

ไม่ต่างอะไรกับการนโยบายดิจิทัลวอลเลต 5 แสนล้านบาท ที่เป็นมรสุมอีก 1 ลูกที่โถมเข้าใส่ เป็นหนังหน้าไฟ-แพะรับบาปแทนนักการเมือง