thansettakij
thansettakij
บูรณาการงบ 8.9 พันล้านหนุนศก.ฐานราก

บูรณาการงบ 8.9 พันล้านหนุนศก.ฐานราก

17 ม.ค. 63 | 04:30 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ม.ค. 63 | 12:01 น.

คกก.จัดทำงบบูรณาการปี 2564 เห็นชอบกรอบแนวทางจัดทำแผน 8 กระทรวง 8.9 พันล้าน ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก

 

17 มกราคม 2563 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 แผนงานบูรณาการการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากที่มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า

 ที่ประชุมเห็นชอบกรอบแนวทางการจัดทำแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก วงเงินงบประมาณ 8.9 พันล้าน ซึ่งประกอบด้วย 114โครงการสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากซึ่งมี 8 กระทรวงร่วมบูรณาการการทำงาน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลัก กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานอื่นของรัฐ คือ สภาเกษตรกร และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

โดยงบบูรณาการปี 2564 มีวงเงินเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ถึง 5.9 พันล้านบาท ทั้งยังระบุย้ำว่า ยังมีแผนงานด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากของรายกระทรวงที่จะดำเนินการควบคู่กันด้วย เป้าหมายของแผนบูรณาการฯ คือ ชุมชนและเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ต่อปี และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของรายได้ กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรรายย่อย สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตผู้ประกอบการชุมชน พื้นที่ดำเนินการครอบคลุม 7,255 ตำบลทั่วประเทศ

โดยแนวทางการทำงานนายจุรินทร์ให้ความสําคัญกับการบริหารจัดการที่ดินแก่เกษตรกรรายย่อยและผู้ด้อยโอกาสให้มีที่ดินทำกินอย่างถูกกฎหมาย ไม่มีการบุกรุกป่าเพิ่ม ผ่านกลไกต่างๆ เช่น ส.ป.ก. โฉนดชุมชน ธนาคารที่ดิน นิคมสหกรณ์ นิคมสร้างตนเอง

อีกทั้งให้ความสําคัญกับการคัดเลือกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรที่มีศักยภาพผลิตสินค้าจับคู่ทำการตลาด สินค้าที่ผลิตต้องขายได้

ภาพรวมของแผนบูรณาการแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.ต้นทาง มุ่งเป้าการพัฒนาศักยภาพประชาชนตามกลุ่มเป้าหมาย สนับสนุนการเข้าถึงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตั้งเป้าไม่น้อยกว่า 2.4แสนราย และส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ ไม่น้อยกว่า 3แสนราย

2.กลางทาง มุ่งเป้าพัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์และการให้บริการชุมชน พัฒนาผู้ประกอบการชุมชน/วิสาหกิจชุมชน/เกษตรกรรุ่นใหม่ ตั้งเป้าไม่ต่ำกว่า 4,300 กลุ่ม

และ 3.ปลายทาง พัฒนาระบบบริหารจัดการและกลไกตลาด สนับสนุนให้เข้าถึงตลาดทั้งออนไลน์  และออฟไลน์ ตั้งเป้ารายได้จากการจำหน่ายสินค้าชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ10

ตัวอย่างโครงการ อาทิ โครงการบริหารจัดการที่ดินทำกินแก่เกษตรกรรายย่อยและผู้ด้อยโอกาส วงเงิน1.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 จำนวน 1.1พันล้านบาท

 โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตร วงเงิน1.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 จำนวน 873 ล้านบาท

 โครงการ Smart Farmer วงเงิน 635 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 จำนวน434 ล้านบาท

โครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการเกษตร วงเงิน 352 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 จำนวน 266 ล้านบาท

 โครงการพัฒนาสินค้าชุมชน วงเงิน 1.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 จำนวน 711 ล้านบาท เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนในพื้นที่ 20จังหวัดยากจน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม วงเงิน 80ล้านบาท เริ่มปี2564 เป็นครั้งแรก

 โครงการพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และธุรกิจชุมชน วงเงิน 503 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 จำนวน 423 ล้านบาท

 โครงการส่งเสริมการพัฒนาระบบตลาดภายในสำหรับสินค้าเกษตร วงเงิน538ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2563 จำนวน 459 ล้านบาท เช่น การพัฒนาระบบเก็บข้อมูลการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดของสหกรณ์ด้วยเทคโนโลยี Blockchain วงเงิน 73 ล้านบาท เริ่มปี 2564 เป็นครั้งแรก กลุ่มเป้าหมาย คือ สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 30 แห่ง ใน4 ชนิด สินค้า ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน

สำหรับกรอบแนวทางการทำงานบูรณาการที่กล่าวมานี้ เป็นอีกกลไกสำคัญหนึ่งที่จะเข้าไปสร้างความเข้มแข็งแก่กลุ่มเกษตรกร/ชาวบ้านในชุมชน และยังแก้ปัญหาการบริหารราชการที่เป็นแบบต่างคนต่างทำระหว่างกรมและกระทรวง นำไปสู่การใช้งบประมาณไม่คุ้มค่าและไม่สามารถบรรลุผลลัพธ์ที่ตั้งไว้ได้ ดร.รัชดา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ