
"สัตยาบัน" นักการเมือง เซ็นได้ ก็ฉีกได้
"สัตยาบัน" คือ คำมั่นสัญญา ตามความหมายในพจนานุกรม
แต่นักการเมืองกำลังทำให้ขาดความศรัทธาน่าเชื่อถือ ทำกันเป็น "พิธีกรรม" เพื่อให้สังคมและประชาชนได้เห็น
ขณะที่ วันนี้ก็เห็นบรรดานักการเมืองหยิบมุขนี้ ขึ้นมาใช้กันอีกครั้ง
เหตุการณ์ที่โรงแรมแลงคาสเตอร์ เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2562 ซึ่งเกิดขึ้นหลังปิดหีบเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้เพียงแค่ 2 วัน ปรากฏภาพบุคคลสำคัญและแกนนำ 6 พรรคการเมือง ร่วมลง "สัตยาบัน" เพื่อจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล ที่นำโดย "พรรคเพื่อไทย" ซึ่งประกอบด้วย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 และลำดับที่ 3 พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ และนายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย
ขาดเพียง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่ไม่ได้ไปร่วมนามลงสัตยาบันในครั้งนี้ด้วย
สำหรับเนื้อหาในสัตยาบันฉบับนี้ ระบุว่า ... พรรคการเมืองตามรายชื่อท้ายแถลงการณ์นี้ ซึ่งยืนยันว่า ได้รวบรวมเสียงในสภาผู้แทนราษฎรเกินกว่า 255 เสียง ได้ลงสัตยาบันร่วมกันในการหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงแสดงเจตนารมณ์ไว้ร่วมกัน
จะเป็นเพราะ "ชาวนา" อย่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เองก็ไม่ไว้วางใจ กลัวอสรพิษร้าย เกรงประวัติศาสตร์จะซํ้ารอย เฉกเช่นที่ผ่านมาหรือไม่ ระหว่างการจัดสัมมนา "ว่าที่ ส.ส." ของพรรคอนาคตใหม่ ที่ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา จึงได้จัดพิธีลงนามคำประกาศ "สัตยาบัน" ร่วมกันของว่าที่ ส.ส.พรรค หวังปลุกอุดมการณ์สกัดกั้น เอาชนะค่าตัวของ "งูเห่า" ลูกพรรค ที่ นายธนาธร หัวหน้าพรรค บอกว่า วันนี้ถีบตัวสูงถึงกว่า 10 ล้านบาทต่อคน
โดยนายธนาธรได้อ่านคำประกาศสัตยาบันของสมาชิกพรรคที่เป็น ส.ส. ซึ่งระบุว่า ตามรายชื่อท้ายคำประกาศนี้ เป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่และได้รับการเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2562 ขอให้สัตย์ปฏิญาณในการปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวม 5 ข้อ ดังนี้
1.จะสนับสนุนชื่อบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามมติของพรรค และไม่เสนอชื่อหรือให้ความเห็นชอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อย่างเด็ดขาด
2.จะสนับสนุนและผลักดันการลบล้างผลพวงรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
3.จะสนับสนุนและผลักดันให้มีการปฏิรูปกองทัพให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย
4.จะยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรคทุกประการ
และ 5.จะต่อสู้ร่วมกันจนกว่าจะได้รัฐธรรมนูญใหม่ที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
ขณะที่ มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยก่อนหน้านั้น ว่า ในการประชุมผู้สมัคร ส.ส. และว่าที่ ส.ส. ได้มีการให้ "ว่าที่ ส.ส." ลงนามในสัตยาบันเป็นแนวร่วมต่อสู้กับพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยไม่เอาเผด็จการ และให้ลงนามในหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะทำให้ความเป็นสมาชิกภาพ ส.ส. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(8) ป้องกัน "งูเห่า" หันไปยกมือสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองอื่น
เมื่อย้อนไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักการเมืองทำการลงนาม "สัตยาบัน" ให้คำมั่นสัญญาร่วมกัน แต่เกิดขึ้นมาแล้วหลายยุคหลายสมัย ที่สำคัญ ลงเอยด้วยการ "ฉีกฉัตรยาบัน" หรือ "ตระบัดสัตย์" กันก็มีมาแล้ว
พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ยังอดไม่ได้ที่จะนำมาพูดถึงในการแถลงข่าวครั้งล่าสุด ที่ได้ระบุเอาไว้ตอนหนึ่งว่า "... ในชีวิตเห็นทั้งการปฏิวัติ รัฐประหาร การเปลี่ยนแปลงการปกครอง แม้กระทั่งสัตยาบันที่ทำกันตั้งแต่สมัยปี 2534 มีนักการเมืองหลายท่านลงสัตยาบันกัน ทั้งท่านมนตรี พงษ์พานิช อดีตหัวหน้าพรรคกิจสังคม นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ลงสัตยาบันจะตั้งพรรคการเมืองกัน และจะตั้งรัฐมนตรีกัน ท้ายที่สุดแล้ว ก็ "ฉีกสัตยาบัน" ทิ้ง นี่คือ วาทะการเมือง เกมของการเมือง เป็นกิจกรรมของทางการเมือง ..."
ที่ถูกจดจำได้ดีมากที่สุด คือ กรณีที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ประกาศหันหลังให้กับพรรคไปเป็นแกนนำจัดตั้งคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) พร้อมกล่าวยํ้าเสมอว่า จะไม่กลับมาเล่นการเมืองและจะไม่ตั้งพรรคการเมืองอีก
กระทั่งในงานแถลงเปิดตัวพรรครวมพลังประชาชาติไทยต่อสื่อมวลชนและประชาชนที่ศาลาดนตรี (อาคารสุริยะเทพ) มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. นายสุเทพได้รับการเสนอชื่อให้เป็นประธานคณะทำงานรณรงค์เชิญชวนประชาชนให้มาร่วมเป็นผู้ก่อตั้งและสมาชิกพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.)
ตอนหนึ่ง นายสุเทพกล่าวด้วยนํ้าเสียงสั่นเครือพร้อมนํ้าตานองหน้า พร้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่รักษา "คำสัตย์" ที่ตัวเองเคยลั่นวาจาไว้ กล่าวอ้างว่า จะเข้ามาเพื่อเป็นขี้ข้าประชาชน จากที่เคยประกาศว่าจะเลิกเล่นการเมือง กลับมาประกาศเข้ามาเพื่อสนับสนุนพรรครวมพลังประชาชาติไทย เป็นต้น
ข้างต้นเป็นเพียงเหตุการณ์บางส่วนที่เกิดขึ้น และอยู่ในความทรงจำ สะท้อนให้เห็นว่า "สัตยาบัน" ของนักการเมืองมักจะตามมาด้วยการ "ฉีกสัตยาบัน" และคำว่า "ตระบัดสัตย์" เสมอหรือไม่
ต้องจับตาดูกันว่า "สัตยาบัน" ของนักการเมืองในยุค 4.0 นี้ จะซํ้ารอยประวัติศาสตร์หรือไม่
⁍ 'ฉันทามติ' ตั้งรัฐบาล
นายโคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล กล่าวถึงข้อถกเถียงที่ฝ่ายการเมืองนำ "สัญญาที่พรรคการเมืองให้ไว้แก่ประชาชน" มาถกเถียงถึงการจัดตั้งรัฐบาล ว่า ต้องให้พรรคที่มี ส.ส. อันดับ 1 ดำเนินการก่อน หรือ พรรคที่รวบรวม ส.ส. เสียงข้างมากเกิน 251 เสียง ได้ว่า พรรคการเมืองที่จะตั้งรัฐบาลต้องมี ส.ส. เสียงข้างมากเกิน 250 เสียง สนับสนุน
ในสัญญาที่พรรคการเมืองให้ไว้แก่ประชาชน ที่เกือบทุกพรรคการเมืองร่วมลงนามไว้นั้น ไม่ได้มีการระบุว่า พรรคที่มี ส.ส. อันดับ 1 ต้องได้ตั้งรัฐบาลก่อน เพราะมีบางพรรคการเมืองบางพรรคที่ไม่ได้ร่วมลงนาม เช่น พรรคพลังประชารัฐไม่เห็นด้วยในฐานะคนกลางจึงต้องยึดตามฉันทามติ เพื่อให้สัญญาเดินหน้าไปได้ เราไม่อาจใช้เสียงข้างมากมาตกลงกัน แต่ใช้ "ฉันทามติ" ร่วมกัน
ยืนยันว่า การจัดตั้งรัฐบาล พรรคการเมืองจำเป็นต้องใช้ ส.ส. เสียงข้างมาก เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ หากเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ก็จะทำให้ผ่านกฎหมายได้ยาก และจะถูกลงมติไม่ไว้วางใจได้ง่าย อีกทั้งการใช้เสียงข้างมากจะสง่างาม เพราะมาจากประชาชนอย่างแท้จริง
เมื่อตัวแทนพรรคการเมืองไม่เห็นพ้อง ก็ต้องกำหนดเนื้อหาดังกล่าวไว้ในสัญญา ซึ่งมีทั้งหมด 5 ข้อ คือ
การจัดตั้งรัฐบาลต้องรวม ส.ส. เสียงข้างมาก, ให้นำนโยบายแต่ละพรรคมาถกเถียงกันเพื่อบูรณาการให้สามารถปฏิบัติได้จริง ก่อนที่พรรคการเมืองจะพูดคุยเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรี, การสร้างความปรองดอง, ใส่ใจแก้ปัญหาชายแดนใต้, ผลักดันให้เกิดการกระจายอำนาจ
จะเห็นว่า แต่ละพรรคก็เห็นพ้อง
รายงาน โดย ทีมข่าวการเมือง
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3459 ระหว่างวันที่ 7 - 10 เมษายน 2562






