
'อภิสิทธิ์' ชูกระจายอำนาจท้องถิ่น ลั่น! พร้อมประชันวิสัยทัศน์
'อภิสิทธิ์' ชูนโยบายกระจายอำนาจท้องถิ่น ย้ำ! เป็นเรื่องประเทศ ชี้! เป็นส่วนหนึ่งทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็ง ลั่น! พร้อมประชันวิสัยทัศน์พรรคการเมืองอื่น มั่นใจจะเป็นทางรอดของประเทศได้
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดเสวนาหัวข้อ "ทศวรรษหน้า ท้องถิ่นไทย" โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเปิดเสวนาในหัวข้อ "ทศวรรษหน้าท้องถิ่นไทย" ว่า เรื่องการกระจายอำนาจ ที่จำเป็นต่อของอุดมการณ์ ความหลักคิด ความเชื่อ ไม่ใช่เรื่องแค่ทางเทคนิค ใครที่พยายามมองเป็นเรื่องเทคนิค สุดท้ายถ้าไม่มีนโยบายสนับสนุนการกระจายอำนาจก็ไปไม่ได้ เช่น 4 ปีที่ผ่านมา บอกว่าจะมีการปฏิรูปประเทศ แต่ถ้าไม่มีความเชื่อเรื่องอุดมการณ์ ทำให้การกระจายอำนาจจะไม่เดินหน้า เลยขอย้ำว่า การกระจายอำนาจไม่ใช่แค่เรื่องท้องถิ่น แต่เป็นเรื่องของประเทศ โดยเฉพาะสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไทย วันนี้มีการวิจารณ์ทุกเรื่อง สิ่งหนึ่งที่มองข้ามไป คือ โครงสร้างการกระจายอำนาจขาดไป จึงทำให้ความเหลื่อมล้ำสูงอยู่ทุกวันนี้
"เราเห็นความพยายามแก้ปัญหาส่วนกลางอย่างเดียว ที่ไม่สามารถตอบโจทย์สังคมได้ ปรากฎการณ์หว่านเงินลงไปแสนล้าน แต่ปรากฎว่า โครงสร้างที่ขาดการกระจายอำนาจไม่ได้หมุนอยู่ในชุมชน แต่เงินถูกดูดกลับมาศูนย์กลางของผู้ที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ ถ้าท้องถิ่นไม่มีอำนาจมาจัดการตนเอง และยังไม่สามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจชุมชนได้ สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ความรู้สึกแปลกแยก ความเหลื่อมล้ำสูง อาจเกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมา การกระจายอำนาจท้องถิ่นจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็ง" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในขณะนี้เรากำลังเริ่มต้นเข้าสู่การกระจายอำนาจที่ถดถอย เพราะแนวคิดของผู้มีอำนาจไม่ได้เชื่อเรื่องนี้ มีเรื่องที่หยิบมาสะกัดกั้นเรื่องนี้ คือ มีการทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้นักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นกลายเป็นผู้ร้ายอยู่ในสายตาประชาชน และถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการไม่กระจายอำนาจ หรือ ทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ถูกการจัดงบประมาณจากภาษี ที่จะต้องมีอัตราคำนวณว่า แต่ละท้องถิ่นควรจะได้รับงบประมาณเท่าใด มากกว่าการใช้ดุลยพินิจจากส่วนกลาง ที่ผ่านมา มีการใช้มาตรา 44 กับท้องถิ่นเยอะมาก แต่ในระยะหลังคนที่เลวร้ายทั้งหลายโดนมาตรา 44 ในช่วง 1-2 ปีแรก สามารถมาเป็นคนดีได้ ถ้ามาสังกัดพรรคการเมือง
"เราต้องใช้หัวใจปลดล็อกเรื่องอำนาจก่อน และกฎหมายท้องถิ่นควรเขียนว่า ไม่ให้ทำอะไร แต่ที่เหลือต้องทำได้หมด เช่น การป้องกันประเทศ การจัดทำงบประมาณ และสร้างกระบวนการยุติธรรมของตัวเอง โดยงานด้านพัฒนาสามารถให้ท้องถิ่นทำได้ทุกด้าน โดยไม่ต้องรอนโยบายจากส่วนกลาง เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์และการแก้ปัญหา นโยบายการกระจายอำนาจของพรรคประชาธิปัตย์น่าจะตอบโจทย์ในการรื้อระบบท้องถิ่นให้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง มากกว่านโยบายของพรรคอื่น ๆ ที่ได้ยินจากการประชันวิสัยทัศน์บนเวทีเสวนาต่าง ๆ และยืนยันว่า ผมและพรรคมีความพร้อม ทั้งในแง่ประเด็นและข้อกฎหมาย และยังมีเจตจำนงที่แน่วแน่ ซึ่งแม้จะมีแรงต่อต้านจากพื้นที่ก็ตาม เพราะถือเป็นทางรอดของประเทศ" นายอภิสิทธิ์กล่าว
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดเสวนาหัวข้อ "ทศวรรษหน้า ท้องถิ่นไทย" โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเปิดเสวนาในหัวข้อ "ทศวรรษหน้าท้องถิ่นไทย" ว่า เรื่องการกระจายอำนาจ ที่จำเป็นต่อของอุดมการณ์ ความหลักคิด ความเชื่อ ไม่ใช่เรื่องแค่ทางเทคนิค ใครที่พยายามมองเป็นเรื่องเทคนิค สุดท้ายถ้าไม่มีนโยบายสนับสนุนการกระจายอำนาจก็ไปไม่ได้ เช่น 4 ปีที่ผ่านมา บอกว่าจะมีการปฏิรูปประเทศ แต่ถ้าไม่มีความเชื่อเรื่องอุดมการณ์ ทำให้การกระจายอำนาจจะไม่เดินหน้า เลยขอย้ำว่า การกระจายอำนาจไม่ใช่แค่เรื่องท้องถิ่น แต่เป็นเรื่องของประเทศ โดยเฉพาะสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไทย วันนี้มีการวิจารณ์ทุกเรื่อง สิ่งหนึ่งที่มองข้ามไป คือ โครงสร้างการกระจายอำนาจขาดไป จึงทำให้ความเหลื่อมล้ำสูงอยู่ทุกวันนี้
"เราเห็นความพยายามแก้ปัญหาส่วนกลางอย่างเดียว ที่ไม่สามารถตอบโจทย์สังคมได้ ปรากฎการณ์หว่านเงินลงไปแสนล้าน แต่ปรากฎว่า โครงสร้างที่ขาดการกระจายอำนาจไม่ได้หมุนอยู่ในชุมชน แต่เงินถูกดูดกลับมาศูนย์กลางของผู้ที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ ถ้าท้องถิ่นไม่มีอำนาจมาจัดการตนเอง และยังไม่สามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจชุมชนได้ สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ความรู้สึกแปลกแยก ความเหลื่อมล้ำสูง อาจเกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมา การกระจายอำนาจท้องถิ่นจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็ง" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในขณะนี้เรากำลังเริ่มต้นเข้าสู่การกระจายอำนาจที่ถดถอย เพราะแนวคิดของผู้มีอำนาจไม่ได้เชื่อเรื่องนี้ มีเรื่องที่หยิบมาสะกัดกั้นเรื่องนี้ คือ มีการทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้นักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นกลายเป็นผู้ร้ายอยู่ในสายตาประชาชน และถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการไม่กระจายอำนาจ หรือ ทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ถูกการจัดงบประมาณจากภาษี ที่จะต้องมีอัตราคำนวณว่า แต่ละท้องถิ่นควรจะได้รับงบประมาณเท่าใด มากกว่าการใช้ดุลยพินิจจากส่วนกลาง ที่ผ่านมา มีการใช้มาตรา 44 กับท้องถิ่นเยอะมาก แต่ในระยะหลังคนที่เลวร้ายทั้งหลายโดนมาตรา 44 ในช่วง 1-2 ปีแรก สามารถมาเป็นคนดีได้ ถ้ามาสังกัดพรรคการเมือง
"เราต้องใช้หัวใจปลดล็อกเรื่องอำนาจก่อน และกฎหมายท้องถิ่นควรเขียนว่า ไม่ให้ทำอะไร แต่ที่เหลือต้องทำได้หมด เช่น การป้องกันประเทศ การจัดทำงบประมาณ และสร้างกระบวนการยุติธรรมของตัวเอง โดยงานด้านพัฒนาสามารถให้ท้องถิ่นทำได้ทุกด้าน โดยไม่ต้องรอนโยบายจากส่วนกลาง เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์และการแก้ปัญหา นโยบายการกระจายอำนาจของพรรคประชาธิปัตย์น่าจะตอบโจทย์ในการรื้อระบบท้องถิ่นให้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง มากกว่านโยบายของพรรคอื่น ๆ ที่ได้ยินจากการประชันวิสัยทัศน์บนเวทีเสวนาต่าง ๆ และยืนยันว่า ผมและพรรคมีความพร้อม ทั้งในแง่ประเด็นและข้อกฎหมาย และยังมีเจตจำนงที่แน่วแน่ ซึ่งแม้จะมีแรงต่อต้านจากพื้นที่ก็ตาม เพราะถือเป็นทางรอดของประเทศ" นายอภิสิทธิ์กล่าว






