
มะกันรีบปิดเกมวิกฤตการ์ตา
วิกฤตกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับต้องจบเร็ว “วิโรจน์ อาลี”ชี้สหรัฐฯรีบประสานก่อนกระทบฐานทัพในการ์ตา ห่วงเหตุรุนแรงขยายวงเพิ่มความยุ่งเหยิงในตะวันออกกลาง
นายวิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์”ชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ” ออกอากาศทางสถานีสปริง เรดิโอ เมื่อ 15.40 น. วันพุธที่ 7 มิถุนายนนี้ ว่า ความขัดแย้งกรณีประเทศซาอุดิอารเบียและพันธมิตร 5 ชาติ คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อียิปต์ บาห์เรน และมัลดีฟ ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับการ์ตานั้น เป็นความขัดแย้งภายในของกลุ่มประเทศคณะมนตรีความมั่นคงรัฐอ่าวอาหรับ ที่เป็นมุสลิมซุนหนี่ด้วยกันเอง ซึ่งเคยเกิดเหตุทำนองนี้มาครั้งหนึ่งเมื่อ 7 ปีก่อน และใช้เวลา 9 เดือนในการคลี่คลายปัญหา
[caption id="attachment_158859" align="aligncenter" width="274"]
ภาพข่าว...เอพี[/caption]
“ข้อกล่าวหาของซาอุฯและพันธมิตรว่า การ์ตาสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย โดยในกรณีของกลุ่มไอซิสนั้นอาจจะรุนแรงเกินไป ส่วนกรณีของกลุ่มมุสลิม บราเธอร์ฮูด ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายด้วยนั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองและอุดมการณ์ เพราะเป็นกลุ่มมุสลิมสายกลางที่ยอมรับประชาธิปไตย รวมถึงมีสถานีข่าวอัล-จาซีร่า ซึ่งมีเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก รวมถึงเรื่องในสังคมมุสลิมเอง เมื่อแนวคิดนี้แพร่ขยายออกไปอาจกระทบระเบียบวัฒนธรรมของเพื่อนบ้านที่ยังเป็นแบบราชาธิปไตยจนเกิดความขัดแย้งขึ้น”
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าความขัดแย้งนี้น่าจะไม่ขยายวงและคลี่คลายได้เร็วกว่าครั้งก่อน เนื่องจากสหรัฐอเมริการีบเข้ามาประสานความเข้าใจแล้ว เนื่องจากหากปล่อยให้ความขัดแย้งบานปลาย อาจทำให้ดุลในตะวันออกกลางเปลี่ยน ถ้าการ์ตาซึ่งเป็นประเทศที่มีฐานทัพสหรัฐฯตั้งอยู่ หันไปพึ่งอิหร่าน และอาจรวมถึงซีเรียและรัสเซียเพิ่มขึ้น ซึ่งสหรัฐฯยอมไม่ได้ และทำให้ปัญหาในตะวันออกกลางยิ่งทวีความซับซ้อน
นายวิโรจน์กล่าวด้วยว่า ส่วนผลกระทบทางเศรษฐกิจนั้นไม่น่าจะมาก แม้การ์ตาจะเป็นประเทศในกลุ่มโอเปค แต่มีสัดส่วนในการส่งออกน้ำมันไม่มาก ขณะที่เป็นผู้ผลิตก๊าซรายใหญ่ โดยมีเอเซียเป็นลูกค้าสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้ร่วมวงในความขัดแย้งนี้ แต่ที่ต้องจับตาคือ สถานการณ์การก่อเหตุร้ายที่อาจระบาดหรือลุกลามขึ้น แม้ในกรณีของอิหร่านจะยังไม่อาจชี้ชัดว่าเกี่ยวข้องกับเหตุขัดแย้งนี้หรือไม่ อาจทำให้สถานการณ์และดุลอำนาจในตะวันออกกลางปั่นป่วนยุ่งเหยิงยิ่งขึ้นได้
นายวิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์”ชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ” ออกอากาศทางสถานีสปริง เรดิโอ เมื่อ 15.40 น. วันพุธที่ 7 มิถุนายนนี้ ว่า ความขัดแย้งกรณีประเทศซาอุดิอารเบียและพันธมิตร 5 ชาติ คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อียิปต์ บาห์เรน และมัลดีฟ ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับการ์ตานั้น เป็นความขัดแย้งภายในของกลุ่มประเทศคณะมนตรีความมั่นคงรัฐอ่าวอาหรับ ที่เป็นมุสลิมซุนหนี่ด้วยกันเอง ซึ่งเคยเกิดเหตุทำนองนี้มาครั้งหนึ่งเมื่อ 7 ปีก่อน และใช้เวลา 9 เดือนในการคลี่คลายปัญหา
[caption id="attachment_158859" align="aligncenter" width="274"]
“ข้อกล่าวหาของซาอุฯและพันธมิตรว่า การ์ตาสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย โดยในกรณีของกลุ่มไอซิสนั้นอาจจะรุนแรงเกินไป ส่วนกรณีของกลุ่มมุสลิม บราเธอร์ฮูด ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายด้วยนั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองและอุดมการณ์ เพราะเป็นกลุ่มมุสลิมสายกลางที่ยอมรับประชาธิปไตย รวมถึงมีสถานีข่าวอัล-จาซีร่า ซึ่งมีเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก รวมถึงเรื่องในสังคมมุสลิมเอง เมื่อแนวคิดนี้แพร่ขยายออกไปอาจกระทบระเบียบวัฒนธรรมของเพื่อนบ้านที่ยังเป็นแบบราชาธิปไตยจนเกิดความขัดแย้งขึ้น”
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าความขัดแย้งนี้น่าจะไม่ขยายวงและคลี่คลายได้เร็วกว่าครั้งก่อน เนื่องจากสหรัฐอเมริการีบเข้ามาประสานความเข้าใจแล้ว เนื่องจากหากปล่อยให้ความขัดแย้งบานปลาย อาจทำให้ดุลในตะวันออกกลางเปลี่ยน ถ้าการ์ตาซึ่งเป็นประเทศที่มีฐานทัพสหรัฐฯตั้งอยู่ หันไปพึ่งอิหร่าน และอาจรวมถึงซีเรียและรัสเซียเพิ่มขึ้น ซึ่งสหรัฐฯยอมไม่ได้ และทำให้ปัญหาในตะวันออกกลางยิ่งทวีความซับซ้อน
นายวิโรจน์กล่าวด้วยว่า ส่วนผลกระทบทางเศรษฐกิจนั้นไม่น่าจะมาก แม้การ์ตาจะเป็นประเทศในกลุ่มโอเปค แต่มีสัดส่วนในการส่งออกน้ำมันไม่มาก ขณะที่เป็นผู้ผลิตก๊าซรายใหญ่ โดยมีเอเซียเป็นลูกค้าสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้ร่วมวงในความขัดแย้งนี้ แต่ที่ต้องจับตาคือ สถานการณ์การก่อเหตุร้ายที่อาจระบาดหรือลุกลามขึ้น แม้ในกรณีของอิหร่านจะยังไม่อาจชี้ชัดว่าเกี่ยวข้องกับเหตุขัดแย้งนี้หรือไม่ อาจทำให้สถานการณ์และดุลอำนาจในตะวันออกกลางปั่นป่วนยุ่งเหยิงยิ่งขึ้นได้






