รอบอร์ด EV เคาะ! สรรพสามิตชงภาษี EV แล้ว ตั้งเป้าปี 73 ผลิตได้ 30%

04 ต.ค. 2564 เวลา 3:22 น. 380

สรรพสามิต เผยชงภาษีรถยนต์ไฟฟ้าไปยังบอร์ด EV แล้ว รอเคาะความชัดเจนอีกครั้ง ชี้ไม่หวั่นแม้อนาคตจะเก็บภาษีน้ำมันลดลง เตรียมวางแนวทางจัดเก็บภาษีคาร์บอนทดแทน

นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยความคืบหน้ามาตรการภาษีรถยนต์ระบบไฟฟ้า หรือ รถอีวี ซึ่งกรมสรรพสามิตได้ศึกษาด้านภาษี เพื่อเพิ่มแรงจูงใจที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ซื้อจะรถอีวีมาใช้ ซึ่งล่าสุดกรมฯ ได้ส่งให้ คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) โดยนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานแล้ว ส่วนรายละเอียด บอร์ดอีวีจะประกาศอีกครั้ง

 

"การเปลี่ยนแปลงไปใช้รถยนต์ไฟฟ้านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีจนกระทบกับเรื่องภาษี แต่จะค่อนเป็นค่อนไป โดยในปี  2573 มีเป้าหมายขยายจำนวนการผลิตรถอีวีเป็น  30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในประเทศ  และระยะถัดไปพัฒนาเป็นการผลิตรถอีวีให้ได้ 100% นอกจากนี้ยังมี เรื่องแบตเตอรี่ ที่กรมจะต้องพิจารณาจัดเก็บภาษีด้วย แต่คงไม่ได้เป็นรายได้หลักของกรม" นายลวรณ กล่าว

โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ในปัจจุบัน เป็นการคำนวณภาษีตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออไซด์ของการทำงานของรถยนต์ ดังนั้นยิ่งรถยนต์แบบใช้น้ำมันที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงอัตราภาษีจะแพง ส่วนรถยนต์แบบผสม หรือ ไฮบริด ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยกว่า อัตราการเก็บภาษีก็ถูกลง ในขณะที่รถอีวี แทบไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนเลย ก็ควรจะต้องเก็บภาษีถูกที่สุด

 

อย่างไรก็ตามหากในอนาคตมีการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น แล้วการใช้น้ำมันน้อยลง ที่เป็นรายได้ภาษีหลัก ซึ่งจัดเก็บได้ลดลง สิ่งจะทดแทนได้ คือ ภาษีคาร์บอน ซึ่งเป็นทิศทางที่ทั่วโลกได้เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน แม้ว่าไทยยังไม่ศึกษาเรื่องภาษีคาร์บอนอย่างจริงจัง แต่ถ้าเริ่มก็เริ่มต้นที่กรมสรรพสามิต โดยการเก็บภาษีนี้จะต้องดูทั้งหมด ตั้งแต่รถยนต์ ถึงภาคโรงงานอุตสาหกรรม ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้น ถ้าต้องการลดการจ่ายภาษี โรงงานก็ต้องมีกระบวนการลดการปล่อยคาร์บอนให้ได้มากที่สุด ก่อนออกจากโรงงาน หรือ การแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต เพื่อลดการเกิดก๊าซคาร์บอนหรือ สารอื่นๆส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ขณะที่การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2564 สามารถเก็บได้ 5 แสนกว่า ต่ำกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณเล็กน้อย ตัวสำคัญคือภาษีน้ำมันที่หายไปค่อนข้างเยอะ เนื่องจากรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ ทำให้ประชาชนเดินทางลดลง และภาษีรถยนต์ที่เก็บได้ลดลง เนื่องปัญหาจากการขาดแคลนชิป บางตัวที่ขาด ทำให้รถยนต์ประกอบออกมาเป็นคันสมบูรณ์ไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นอกเหนือการควบคุม

 

ส่วนรายได้ในปีงบประมาณ 2565 นั้น คาดว่าจัดเก็บได้ประมาณ 6 แสนล้านบาท โดยขณะนี้ สถานการณ์เรื่องน้ำมันเริ่มดีขึ้น หลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ เพราะฉะนั้น กรมมองว่า หากไม่มีการระบาดของโควิดจนถึงขั้นประกาศล็อกดาวน์อีก ก็จะจัดเก็บรายได้ภาษีได้ใกล้เคียงเป้าหมาย

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง