
EV จีนเปิดสงครามราคาก่อนภาษีขึ้น ตลาดทะลุ 2 แสนคัน ญี่ปุ่นบี้รัฐบาลบีบโควตานำเข้า
EV ดิ้นสู้ภาษีใหม่ แห่นำเข้า-อัดโปรท้ายปี คาดยอดขายทั้งปี 2569 ทำนิวไฮทะลุ 2 แสนคัน ด้านค่ายรถญี่ปุ่นบี้รัฐบาลต่อ ให้จำกัดนำเข้าตามการลงทุนในประเทศ
KEY
POINTS
- ค่ายรถ EV จีนเร่งทำสงครามราคา เตรียมจัดโปรโมชันเพื่อระบายสต็อกรถนำเข้า ก่อนที่รัฐบาลจะปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 ซึ่งคาดว่าจะดันยอดขายรวมปีนี้ทะลุ 2 แสนคัน
- การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ EV นำเข้าจาก 10% เป็น 35% มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนตั้งโรงงานผลิตในประเทศ และคาดว่าจะส่งผลให้ราคารถยนต์ปรับตัวสูงขึ้นหลักแสนบาท
- กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สมาคม EVAT และค่ายรถญี่ปุ่น เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการจำกัดโควตานำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า โดยให้สอดคล้องกับเม็ดเงินการลงทุนจริงในประเทศ เพื่อปกป้องผู้ผลิตที่ตั้งโรงงานในไทย
ค่ายรถ EV เปิดสงครามราคารอบใหม่ เร่งนำเข้าสต็อกก่อนภาษีสรรพสามิตปรับขึ้น 1 มกราคม 2570 แข่งอัดโปรโมชัน ดันยอดโค้งท้ายดันตลาด EV ทะลุ 2 แสนคัน คาดภาษีสรรพสามิตใหม่ดันราคาขยับหลักแสนบาทต่อคัน กลุ่มอุตฯยานยนต์ EVAT และค่ายญี่ปุ่น ซัดดาบสองร้องรัฐบาลให้จำกัดโควตานำเข้าตามการลงทุน
ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)มีมติเห็นชอบในการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า EV และ REEV รุ่นนำเข้าเป็น 35% จากเดิมเก็บ 10% และ 15% ตามลำดับ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 มีเป้าหมายเพื่อให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในไทย พร้อมสนับสนุนซัพพลายเชน รักษาความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยระยะยาว
ตลาดรถยนต์ไทย 9 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ย.69) ยอดขาย 521,226 คัน เพิ่มขึ้น 16.35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์นั่ง EV 161,532 คัน คิดเป็นสัดส่วน 31% ของตลาด และมีอัตราเติบโต 98.56% ซึ่งตามข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยระบุว่า ยอดขาย EV เกินครึ่งเป็นรถนำเข้า จนเกิดข้อเรียกร้องและในสุดรัฐบาลต้องขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า เพื่อปกป้องบริษัทที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในประเทศ
สงครามราคา EV ตลาดทะลุ 2 แสนคัน
จากการเตรียมปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า EV และ REEV รุ่นนำเข้าทั้งคัน อาจส่งผลให้ตลาดรถยนต์ปั่นป่วนช่วงปลายปีนี้ เพราะหลายค่ายเตรียมสั่งรถยนต์มาล่วงหน้าเพื่อรับภาษีในพิกัดเดิม
แหล่งข่าวจากผู้บริหารระดับสูงบริษัทรถยนต์จีนรายใหญ่ เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ช่วงนี้จะเห็นค่ายที่เน้นการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามาทำตลาด สั่งรถมาสต็อกล่วงหน้าเพื่อจ่ายภาษีในอัตราเดิม แต่ความยากคือไม่สามารถการันตีว่าจะขายได้อย่างราบรื่น เพราะเมื่อทุกค่ายลงมาเล่นในเกมนี้ ต้องยอมลดราคาขายลงมาถูกๆ ซึ่งจะกลายเป็นสงครามราคารอบใหม่
“เมื่อทุกค่ายลดราคาขาย ก็จะได้ปริมาณแต่ไม่มีกำไร (กำไรน้อย) และการทุ่มตลาดช่วงปลายปีนี้จากมาตรการภาษีใหม่ นั่นหมายถึงการดึงดีมานด์ล่วงหน้าของปี 2570 มาใช้อีกหลายเดือน ซึ่งต้องรอดูว่าเมื่อบริษัทแม่นำรถเข้ามาเยอะ ดีลเลอร์ต่างๆ จะถูกยัดสต็อกหรือไม่ จนกลายเป็นปัญหาต่อเนื่อง”
แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2569 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า EV ในไทยคาดจะมียอดขายเกิน 2 แสนคัน (ปี 2568 ประมาณ 1.18 แสนคัน) สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์แน่นอน ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการภาษีใหม่ที่เข้ามาบิดเบือนตลาด ขณะเดียวกันการขยับราคาในปีหน้า ยังขึ้นอยู่กับการต่อรองกับบริษัทแม่ของแต่ละค่าย และเชื่อว่าจะทยอยปรับขึ้น 2-3 ครั้ง ตามราคาของโครงสร้างภาษีใหม่
“การปรับภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจาก 10% เป็น 35% แต่การขึ้นราคาขายปลีกคงไม่ได้เป็นไปตามสัดส่วนเดียวกัน หรืออาจจะขึ้นเต็มที่ 10% บางรุ่นอาจจะขยับราคาหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท” แหล่งข่าวกล่าว
ลดกระหน่ำก่อนขึ้นราคาหลักแสนบาท
ทั้งนี้ รถยนต์ไฟฟ้า EV ที่ผลิตในไทย ยังคงภาษีสรรพสามิตอัตราเดิม 2% แต่กลุ่มที่ไม่มีแผนตั้งโรงงานอย่างเทสลา วอลโว ปอร์เช่ อาวดี้ โดนผลกระทบและมีโอกาสปรับราคาเป็นหลักแสนบาท
ล่าสุด เทสลา ที่นำเข้ารถมาจากจีนประกาศแคมเปญ ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.99% หรือช่วยผ่อน 1 ปี แถมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง ปัจจุบัน Model 3 ราคาเริ่มต้น 1.149 ล้านบาท และ Model Y ราคาเริ่มต้น 1.719 ล้านบาท
ด้าน JAECOO 6T REEV เอสยูวีไฟฟ้าแบบขยายระยะทางวิ่งจากจีนไม่เสียภาษีนำเข้า แต่มาเจอภาษีสรรพสามิต 15% (อัตราเดิม) เร่งระบายสต็อก 2,500 คัน ด้วยการให้ส่วนลด 20,000 บาท โดยรุ่น 2WD ราคาเหลือ 879,900 และ 4WD 979,900 บาท
EVAT บี้จำกัดโควตานำเข้า
แม้หลายบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากจีน ทยอยลงทุนตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในไทยแล้ว แต่กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นใหญ่ และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ยังเรียกร้องถึงการจำกัดการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า หรือให้นำเข้ามาในจำนวนที่สอดคล้องกับการลงทุนในไทยอย่างไรก็ตาม ประเด็นโควตานำเข้า EV ที่ให้สิทธิ์กับผู้ประกอบการลงทุนในไทย และเสียภาษีสรรพสามิตในพิกัดเดิม แต่รูปแบบและวิธีการจัดสรรยังไม่ได้ข้อสรุป
นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สมาคมฯ และภาครัฐยังมีภารกิจสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกันต่อไป ไม่ว่าจะเป็นระบบ “ลงทุนจริงแลกโควตานำเข้า” โดยขอให้ภาครัฐพิจารณาระบบโควตา
โดยประเมินความเหมาะสมจากเม็ดเงินการลงทุนในด้านต่างๆ เช่นการผลิตในประเทศ การจัดหาชิ้นส่วนในประเทศไทย เพื่อป้อนเข้าสู่โรงงานในต่างประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่นสถานีชาร์จสาธารณะ ศูนย์วิจัยและพัฒนา ศูนย์รีไซเคิลแบตเตอรี่ เพื่อแลกโควตานำเข้า ด้วยภาษีอัตราต่ำลง เป็นต้น
ตลอดจนการปรับปรุงระเบียบเขตปลอดอากรและยกระดับเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content) จากปัจจุบันเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศที่ 40% นั้นเพียงพอ แต่ควรปรับปรุงเกณฑ์การนับ Local Content ให้สะท้อนความเป็นจริง ตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้น และบังคับสัดส่วนวัตถุดิบจากประเทศไทย (Thai Material Content) ให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนและการผลิตในประเทศที่แท้จริง
นอกจากนี้ ยังต้องการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนร่วม (Common Parts) โดยกำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องจัดซื้อชิ้นส่วนร่วม (ชิ้นส่วนที่ใช้ร่วมกันระหว่างรถ EV กับรถยนต์สันดาป) ที่ผู้ประกอบการในไทยมีศักยภาพในการผลิต โดยเฉพาะชิ้นส่วนมูลค่าสูง เช่นแชสซีส์ ตัวถัง ที่ผลิตในไทยเท่านั้น จึงจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสรรพสามิต
“ด้านบีโอไอ ควรปิดรับการส่งเสริมในกลุ่มที่ผู้ผลิตในประเทศมีศักยภาพเพียงพอแล้ว เว้นแต่เป็นการร่วมทุน ที่คนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% และ ขอให้บีโอไอ ตรวจสอบหลังได้รับส่งเสริมการลงทุนอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านแรงงานและเครื่องจักร หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ขอให้ถอนบัตรส่งเสริมทันที” นายสุโรจน์ กล่าว







