
EV เกิน 1 ล้านบาท คงภาษี 10% EVAT ร้องขอโควตานำเข้าตามมูลค่าลงทุน
สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) โดย 19 ค่ายรถยนต์ เสนอกรมสรรพสามิตให้ใช้วิธี Contribution แลกสิทธินำเข้า ใครมีฐานผลิต–ลงทุน–ส่งออก ได้โควตา และใครนำเข้า EV ต่ำกว่า 1 ล้าน ให้โดนภาษีใหม่ 32%
KEY
POINTS
- สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เสนอให้คงอัตราภาษีสรรพสามิต 10% สำหรับรถยนต์ EV นำเข้าที่มีราคาขายปลีกแนะนำตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป
- การได้รับสิทธิภาษี 10% จะต้องอยู่ภายใต้ระบบโควตานำเข้า ซึ่งคำนวณจากมูลค่าทางเศรษฐกิจที่บริษัทผู้ผลิตสร้างขึ้นในประเทศไทย
- มูลค่าที่ใช้คำนวณโควตานำเข้าจะมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น การลงทุนตั้งโรงงาน การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การผลิตเพื่อส่งออก และการจ้างงานบุคลากรไทย
สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เสนอกรมสรรพสามิต ปรับแนวทางจัดเก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้า EV นำเข้าสำเร็จรูปทั้งคัน (CBU) ให้คงอัตราภาษีสรรพสามิต 10% สำหรับ EV ที่มีราคาขายปลีกแนะนำ (MSRP) ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่การได้รับสิทธิ 10% จะต้องอยู่ภายใต้ระบบโควตานำเข้า ซึ่งคำนวณจากมูลค่าทางเศรษฐกิจที่บริษัทสร้างขึ้นจริงในประเทศไทย
ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นจากการประชุมของ EVAT เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 โดยมีผู้ประกอบการรถยนต์ 19 บริษัท เข้าร่วมการหารือ ประกอบด้วย BMW, BYD, REVER, CHANGAN, GAC AION, GWM, Honda, Isuzu, Mercedes-Benz, MG, MGC-ASIA, Mitsubishi Motors, Nissan, OMODA & JAECOO, OMODA & JAECOO Manufacturing, Tesla, Toyota, XPENG และ ZEEKR
รถเกิน 1 ล้านบาท ได้ 10% แต่ต้องมีโควตา
EVAT เสนอให้เปลี่ยนแนวคิดจากการให้สิทธิทางภาษีแบบเดิม มาเป็นระบบ Value-based Credit หรือการให้เครดิตตามมูลค่าที่ผู้ประกอบการสร้างขึ้นในประเทศไทย โดยเรียกว่า Import Entitlement Based on Domestic Economic Contribution ให้สิทธิ์บริษัทที่สร้างมูลค่าในไทยก่อน แล้วจึงนำมูลค่าดังกล่าวมาแปลงเป็นวงเงินสำหรับนำเข้า EV แบบ CBU ที่ได้รับสิทธิภาษีสรรพสามิต 10%
ตามข้อเสนอ EV ที่มีราคาขายปลีกแนะนำ (MSRP) ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป สามารถใช้สิทธิเสียภาษีสรรพสามิต 10% ได้ หากบริษัทมีวงเงิน Import Entitlement เหลือเพียงพอ แต่สำหรับรถที่มี MSRP ต่ำกว่า 1 ล้านบาท จะไม่สามารถใช้สิทธิจากโควตานี้ได้ และต้องเสียภาษีสรรพสามิตตามอัตราใหม่ ซึ่งอยู่ที่ 32% จากเดิม 10%
ในทางกลับกัน บริษัทที่มีโรงงาน มีการลงทุน ใช้ชิ้นส่วนไทย ผลิตเพื่อส่งออก รวมถึงมีการจ้างงานและทำกิจกรรมด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีในประเทศ จะสามารถนำมูลค่าที่เกิดขึ้นเหล่านี้มาคำนวณเป็นสิทธิสำหรับนำเข้า EV รุ่นใหม่ได้
ลงทุน ผลิต ส่งออก จ้างงาน ยิ่งได้โควตามาก
EVAT เสนอให้นำมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย มาเป็นฐานคำนวณวงเงิน Import Entitlement ซึ่งหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญคือ Regional Value Content (RVC) จากการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย โดยเสนอให้พิจารณารถยนต์ทุกขุมพลังไม่จำกัดเฉพาะ EV หรือ xEV เพื่อสะท้อนมูลค่าที่ผู้ผลิตสร้างขึ้นในประเทศ
อีกส่วนคือ RVC จากรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยและส่งออก โดยเสนอให้ใช้ ตัวคูณ 1.5 เท่า สำหรับมูลค่า RVC ของรถที่ส่งออกจริง เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก
นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำ การจ้างงานบุคลากรไทยในกลุ่ม White-collar มารวมเป็น Contribution ด้วย โดยเฉพาะงานด้าน Management, Engineering, R&D และ Technology ซึ่งการคำนวณจะอ้างอิงจากค่าจ้างและค่าตอบแทนที่จ่ายจริงให้บุคลากรไทย โดยใช้ข้อมูล Payroll และแบบ ภ.ง.ด.1 เป็นหลักฐานในการตรวจสอบ
วงเงิน 3,000 ล้านบาท แลกนำเข้า 3,000 คัน
EVAT ยกตัวอย่างว่า หากบริษัทได้รับวงเงิน Import Entitlement จำนวน 3,000 ล้านบาท และนำเข้า EV ที่มีราคา CIF คันละ 1 ล้านบาท บริษัทจะสามารถใช้สิทธิอัตราภาษีสรรพสามิต 10% ได้จำนวน 3,000 คัน
หากนำเข้าเพิ่มเป็น 3,100 คัน รถอีก 100 คันที่เกินวงเงินจะไม่สามารถใช้สิทธิได้ และต้องเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราที่สูงกว่า 10% โดยสิทธิที่เหลือไม่สามารถโอนไปใช้ในปีถัดไป โดยกำหนดให้เป็นระบบปีต่อปี
ขณะเดียวกัน รถที่นำเข้าจะต้องผ่านเงื่อนไขด้านราคา โดยรถที่ MSRP ต่ำกว่า 1 ล้านบาทจะไม่สามารถใช้สิทธิจากระบบนี้ได้ตั้งแต่ต้น
รายชื่อ 19 บริษัท ที่เข้าร่วมประชุม EVAT
- บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด — BMW และ MINI
- บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด — BYD
- บริษัท เรวี่ ออโตโมทีฟ จำกัด — BYD
- บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด — CHANGAN, DEEPAL และ AVATR
- บริษัท ไอออน ออโตโมบิล เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด — GAC AION
- บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด — GWM
- บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด — Honda
- บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด — Isuzu
- บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด — Mercedes-Benz
- บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด — MG
- บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) — MGC-ASIA
- บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด — Mitsubishi Motors
- บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด — Nissan
- บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด — OMODA & JAECOO
- บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด — OMODA & JAECOO
- บริษัท เทสลา (ประเทศไทย) จำกัด — Tesla
- บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด — Toyota
- บริษัท เอ็กซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด — XPENG
- บริษัท ซีเคอร์ อินเทลลิเจนท์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด — ZEEKR







