
EV จ่อขึ้นภาษี 30-40% สรรพสามิตเปิดช่องนำเข้า แลกผลิตชดเชยปี 2571
กรมสรรพสามิต เตรียมขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้า EV นำเข้า โดยจะอยู่ระหว่าง 30-40% (ปัจจุบัน 10%) พร้อมใช้มาตรการเปลี่ยนผ่าน xEV ให้นำเข้ามาก่อน แล้วค่อยผลิตชดเชยปี 2571
KEY
POINTS
- กรมสรรพสามิต เตรียมพิจารณาปรับขึ้นภาษีรถยนต์ EV นำเข้าเป็น 30-40% จากอัตราปัจจุบัน
- มีการเสนอมาตรการใหม่ให้ผู้นำเข้าสามารถจ่ายภาษีกรมสรรพสามิตในอัตรา 10% จนถึงปี 2570 โดยมีเงื่อนไขต้องตั้งโรงงานและผลิตรถยนต์ชดเชยในประเทศภายในปี 2571
- การปรับขึ้นภาษีเป็นผลจากข้อเรียกร้องของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่กังวลต่อยอดขาย EV นำเข้าที่มีสัดส่วนสูงถึง 63% ซึ่งส่งผลกระทบต่อรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ
การขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า EV นำเข้า ยังไม่สะเด็ดน้ำ แม้กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วน เรียกร้องให้ขึ้นภาษีทันทีในอัตรา 32-50% สวนทางกับกลุ่มบริษัทที่นำเข้า ขอระยะเวลาปรับตัว ด้วยการขยับขึ้นเป็นขั้นบันได หรือเริ่มบังคับใช้ปี 2570
กรมสรรพสามิต ถกค่ายรถยนต์ ขึ้นภาษี แต่มีมาตรการใหม่
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตเปิดรับฟังข้อเสนอจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงค่ายรถยนต์ และบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน ทว่าหลายฝ่ายยังมีความเห็นไม่ตรงกัน
ขณะที่กรมสรรพสามิต ทำตามนโยบายของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มีคำสั่งให้กรมสรรพสามิตไปทบทวนการจัดเก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้า EV รุ่นนำเข้าให้มีอัตราที่สูงขึ้น
โดยภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า EV นำเข้า อัตราจัดเก็บใหม่จะเพิ่มจาก 10% ขึ้นไปเป็นระหว่าง 30-40% แต่จะบังคับใช้ทันทีตามข้อเรียกร้องหรือไม่ ยังไม่เปิดเผย
เหนืออื่นใด กรมสรรพสามิตเตรียมเปิดมาตรการใหม่ คือให้สิทธิ์นำเข้ารถมาได้ในปีนี้จนถึงปี 2570 โดยเสียภาษีสรรพสามิตในอัตรา 10% (หรือกว่า 10%) จากนั้นต้องมีโรงงานพร้อมผลิตชดเชยกับการนำเข้าในปี 2571 (คล้ายๆกับ มาตรการ EV3.0 EV3.5)
สำหรับบริษัทที่จะเข้าร่วมมาตรการการเปลี่ยนผ่าน xEV ที่ต้องการใช้โควต้านำเข้า ต้องมีบัตรส่งเสริมการลงทุนกิจการยานยนต์ไฟฟ้าจาก BOI และจำนวนที่นำเข้าในปี 2570 ต้องไม่เกิน 10% ของกำลังการผลิตสูงสุดที่ได้รับอนุมัติในบัตรส่งเสริมการลงทุน
ขณะเดียวกันต้องมีการรับรองการจัดหาชิ้นส่วนภายในประเทศตามเงื่อนไขการผลิตชดเชยจากสภาอุตสาหกรรม
ส่วนผู้ที่เข้าร่วมมาตรการ EV3.5 ต้องผลิตชดเชยการนำเข้าตามเงื่อนไขของมาตรการ EV3.5 ให้ครบก่อนจึงจะนับการผลิตชดเชยภายใต้มาตรการนี้
EV นำเข้าทะลุ 1.25 แสนคัน นำเข้า 63%
ก่อนหน้านี้ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รายงานว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 รถยนต์นั่งไฟฟ้า EV ขายได้ 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39% ครองส่วนแบ่งการตลาด 30.88% ในจำนวนนี้เป็นการนำเข้า 63%
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยว่า การขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องนำเข้าถึง 62.58% จึงมีการเรียกร้องให้มีการพิจารณาในเรื่องภาษีที่อาจจะไม่เป็นธรรมกับรถยนต์สันดาปภายใน และรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย
“สิ่งที่น่ากังวลใจมากอีกเรื่อง คือยอดขายรถกระบะ ซึ่งใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศถึง 90% ลดลงส่งผลกระทบถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์กระบะและอุตสาหกรรมอื่นๆ ในซัพพลายเชนของรถกระบะลดลงด้วย ส่งผลถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของประเทศลดลงหรือขยายตัวในอัตราต่ำในบางเดือน ใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% ของกำลังการผลิตทั้งหมด”
หากยอดขายและยอดผลิตรถกระบะมากขึ้น แรงงานในซัพพลายเชนทั้งหลายมีงานทำมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศแข็งแรงขึ้น สามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าต่าง ๆ มากขึ้น รวมทั้งชำระหนี้ครัวเรือนได้มากขึ้น เกิดการลงทุนการจ้างงานเพิ่มขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น นำไปพัฒนาประเทศไปลงทุนให้ประชาชนมีมาตรฐานชีวิตดีขึ้น







