thansettakij
thansettakij
Xiaomi EV สร้างสถิติโลกครั้งใหม่ หลัง Xiaomi YU7 GT วิ่งอัตโนมัติเต็มรูปแบบในสนาม Nürburgring Nordschleife ระยะทาง 20.8 กิโลเมตร ทำเวลา 10 นาที 29.483 วินาที

EV โลกสะเทือน Xiaomi แรงสร้างประวัติศาสตร์ รถไร้คนขับพิชิต Nürburgring 10:29 นาที

24 มิ.ย. 69 | 09:17 น.
อัปเดตล่าสุด :24 มิ.ย. 69 | 09:17 น.

Xiaomi EV สร้างสถิติโลกครั้งใหม่ หลัง Xiaomi YU7 GT วิ่งอัตโนมัติเต็มรูปแบบในสนาม Nürburgring Nordschleife 20.8 กม. ทำเวลา 10 นาที 29.483 วินาที ผ่าน 73 โค้งความต่างระดับกว่า 300 เมตร เปิดสถิติใหม่สำหรับรถขับขี่อัตโนมัติ

KEY

POINTS

  • Xiaomi สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้ผลิตรายแรกของโลกที่นำรถยนต์ไร้คนขับ (Xiaomi YU7 GT) วิ่งทำสถิติในสนาม Nürburgring Nordschleife ได้สำเร็จ
  • รถยนต์สามารถวิ่งครบรอบด้วยระบบขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ ทำเวลาอย่างเป็นทางการได้ 10 นาที 29.483 วินาที โดยไม่มีผู้ขับขี่ควบคุม
  • ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้สนาม Nürburgring ประกาศเพิ่มประเภทการบันทึกสถิติใหม่อย่างเป็นทางการในชื่อ "Autonomous Driving" สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรก

วงการรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติโลกต้องหันมาจับตา Xiaomi อีกครั้ง หลัง Xiaomi EV ประกาศสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยการเป็นผู้ผลิตรายแรกของโลกที่สามารถนำรถยนต์ไร้คนขับวิ่งทำเวลาต่อรอบอย่างเป็นทางการบนสนาม Nürburgring Nordschleife ประเทศเยอรมนี ได้สำเร็จ

การทดสอบดังกล่าวใช้รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ Xiaomi YU7 GT ที่ติดตั้ง Track Package โดยรถสามารถวิ่งครบระยะทาง 20.8 กิโลเมตรของสนามด้วยระบบขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบตลอดทั้งรอบ ไม่มีผู้ขับขี่ควบคุมรถแม้แต่วินาทีเดียว พร้อมทำเวลาต่อรอบได้ 10 นาที 29.483 วินาที ซึ่งได้รับการรับรองตามมาตรฐานการจับเวลาอย่างเป็นทางการของ Nürburgring

ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ไร้คนขับ เนื่องจาก Nürburgring Nordschleife ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสนามทดสอบรถยนต์ที่ท้าทายที่สุดในโลก จนได้รับฉายา "Green Hell" หรือ "นรกสีเขียว" จากนักแข่งรถและผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลก

สนามทดสอบที่ผู้ผลิตรถทั่วโลกใช้พิสูจน์เทคโนโลยี

EV โลกสะเทือน Xiaomi แรงสร้างประวัติศาสตร์ รถไร้คนขับพิชิต Nürburgring 10:29 นาที

Nürburgring Nordschleife เป็นสนามแข่งที่มีความยาวต่อรอบ 20.8 กิโลเมตร ประกอบด้วยโค้งมากถึง 73 โค้ง และมีความต่างระดับตลอดเส้นทางราว 300 เมตร ผสมผสานทั้งทางตรงความเร็วสูง ชุดโค้งเทคนิคต่อเนื่อง และสภาพพื้นผิวถนนที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ด้วยความซับซ้อนของสนาม ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกใช้สนามแห่งนี้เป็นมาตรฐานอ้างอิงในการทดสอบสมรรถนะ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีใหม่ๆ ก่อนนำออกสู่ตลาดจริง

สำหรับการทดสอบครั้งนี้ Xiaomi YU7 GT สามารถขับผ่านทุกความท้าทายของสนามได้อย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่ช่วงความเร็วสูง โค้งต่อเนื่อง ไปจนถึงจุดที่ต้องอาศัยการควบคุมรถอย่างแม่นยำ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของระบบขับขี่อัตโนมัติในการรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

สร้างหมวดสถิติใหม่ให้ Nürburgring

ความสำเร็จของ Xiaomi ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการทำสถิติเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ Nürburgring ประกาศเพิ่มประเภทการแข่งขันและบันทึกสถิติอย่างเป็นทางการใหม่ในชื่อ "Autonomous Driving" ภายใต้หมวดรถยนต์ไฟฟ้า

นับเป็นครั้งแรกที่สนามแข่งระดับโลกเปิดพื้นที่ให้กับการทดสอบและการบันทึกสถิติของรถยนต์ขับขี่อัตโนมัติอย่างเป็นทางการ สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยี AI และระบบขับขี่ไร้คนขับกำลังก้าวจากการเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต สู่การเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมยานยนต์กระแสหลัก

AI เบื้องหลังสถิติประวัติศาสตร์

เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้คือการพัฒนาเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติของเสียวหมี่อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การเปิดตัว Xiaomi HAD ในปี 2567 ก่อนยกระดับครั้งสำคัญในปี 2569 ด้วยสถาปัตยกรรม Xiaomi XLA และโมเดลพื้นฐาน MiMo-Embodied

ระบบดังกล่าวช่วยเพิ่มความสามารถด้านการรับรู้ การทำความเข้าใจ และการวิเคราะห์สถานการณ์ ทำให้รถสามารถตีความสภาพแวดล้อม ผู้ใช้ถนน และสถานะของตัวรถได้อย่างแม่นยำมากขึ้น จากเดิมที่เน้นการเรียนรู้พฤติกรรมการขับขี่ ไปสู่การทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมเชิงลึกและการตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

เทคโนโลยีดังกล่าวยังทำงานร่วมกับ Vehicle Dynamics Model ซึ่งช่วยให้ระบบสามารถรับรู้สภาพถนนและสถานะของรถแบบเรียลไทม์ พร้อมคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อควบคุมพวงมาลัย ระบบเบรก และระบบส่งกำลังได้อย่างต่อเนื่องแม้ในสภาวะที่ใช้ความเร็วสูง

มากกว่าสถิติ คืออนาคตของรถยนต์ไร้คนขับ

เสียวหมี่ระบุว่า ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบบน Nürburgring จะถูกนำไปใช้พัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติในหลายด้าน ทั้งการปรับปรุง Vehicle Dynamics Model การเพิ่มประสิทธิภาพระบบควบคุมการขับขี่ และการเสริมความแข็งแกร่งของระบบสำรองด้านความปลอดภัย

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สามารถรับมือกับหนึ่งในสภาพแวดล้อมการขับขี่ที่ยากที่สุดของโลกได้สำเร็จ และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เร่งให้การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องแบตเตอรี่หรือสมรรถนะอีกต่อไป แต่รวมถึงความสามารถของ AI และระบบขับขี่อัตโนมัติที่จะกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคตด้วย