
อุตฯยานยนต์ ส.ค. 69 โตโยต้าคาดตลาดฟื้น-ส.อ.ท. หวั่น EV นำเข้า จี้รัฐปรับภาษีใหม่
ส่องทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์เดือนสิงหาคม 2569 โตโยต้าคาดตลาดฟื้น ด้าน ส.อ.ท.หวั่นยอดขายโตแค่กลุ่ม EV นำเข้า แต่กระบะโปรดักต์แชมเปี้ยนไทยกลับทรุดหนัก จี้รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรมกับผู้ผลิตในประเทศ
KEY
POINTS
- โตโยต้า คาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์ในเดือนสิงหาคม 2569 จะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่และงานอีเวนต์ยานยนต์ แต่ยังเผชิญความท้าทายจากความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ
- ส.อ.ท. แสดงความกังวลต่อยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตสูง โดยพบว่ากว่า 62% ของยอดขาย 7 เดือนแรกเป็นการนำเข้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ
- ส.อ.ท. เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและปรับโครงสร้างภาษีใหม่ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศเมื่อเทียบกับรถ EV นำเข้า
ภาพรวมตลาดรถยนต์ 7 เดือนแรกปี 2569 (มกราคม -กรกฎาคม 2569) มียอดขายรวม 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% โดยแบ่งเป็น รถยนต์นั่งและรถยนต์ SUV (Passenger Car + SUV) ยอดขาย 62,055 คัน ลดลง 26.18% รถกระบะ (Pickup 1 Ton) 37,369 คัน ลดลง 17.38% ,รถกระบะดับเบิลแค็บ 43,454 คัน เพิ่มขึ้น 10.38% และ รถ PPV ยอดขาย 23,864 คัน ลดลง 2.73%
ส่วนยอดขายในเดือน กรกฎาคม 2569 ตลาดรวมทำได้ 59,196 คัน เพิ่มขึ้น 20.07% โดยแบ่งเป็น รถยนต์นั่งและรถยนต์ SUV (Passenger Car + SUV) ยอดขาย 42,807 คันเพิ่มขึ้น 32.99% ,รถกระบะ (Pickup 1 Ton) 5,084 คัน ลดลง 16.22% ,รถกระบะดับเบิลแค็บ 5,602 คัน เพิ่มขึ้น 14.33% และรถ PPV ยอดขาย 3,003 คัน ลดลง 21.39%
โตโยต้าคาดตลาดรถเดือนส.ค.69 ฟื้นตัว
แนวโน้มตลาดรถยนต์เดือนสิงหาคม 2569 นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ตลาดรถยนต์เดือนสิงหาคม คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยตามดัชนีทางฤดูกาล (Seasonal Index) จากการทยอยส่งมอบรถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวสู่ตลาด ประกอบกับการจัดงาน Big Motor Sale ในช่วงกลางปี ซึ่งช่วยกระตุ้นบรรยากาศการซื้อขาย อย่างไรก็ตามสถานการณ์ความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
สำหรับผลการดำเนินงานของโตโยต้า ในเดือนกรกฎาคมมียอดขาย 17,866 คัน ลดลง 1.62% โดยแบ่งเป็น ยอดขายจาก Pure Pick Up (Hilux Travo, Revo และ Champ) มีจำนวน 5,838 คัน เพิ่มขึ้น 3.02% จากปีที่ผ่านมา Eco Segment (Yaris และ Yaris ATIV) มียอดขายจำนวน 5,337 คัน เพิ่มขึ้น 5.45% จากปีที่ผ่านมา
ส่วนยอดขายสะสม 7 เดือนแรกของปี 2569 โตโยต้าทำได้ 135,199 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดที่ 33.29% เติบโต 2.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา นำโดย Pure Pick Up (Hilux Travo, Revo และ Champ) มียอดขาย 43,082 คัน เติบโต 5.59% จากปีที่ผ่านมา และ Eco Segment (Yaris และ Yaris ATIV) มียอดขาย 40,904 คัน เติบโต 20.35% จากปีที่ผ่านมา
ขณะที่ตลาดส่งออก โตโยต้าส่งออกรถยนต์สะสมเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2569 จำนวน 208,500 คัน แบ่งออกเป็น รถเครื่องสันดาป (ICE) 163,700 คัน และรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) 42,800 คัน หากแบ่งเป็นรุ่นรถที่ส่งออกมากที่สุด คือ Toyota Hilux มีจำนวนถึง 137,400 คัน ตามมาด้วย Toyota Yaris ATIV จำนวน 40,500 คัน
"ยอดส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ตอกย้ำความสามารถทางการผลิตของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในเรื่องของคุณภาพ และแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โตโยต้าสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมส่งเสริมเศรษฐกิจและการจ้างงานที่มีในประเทศไทย ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อโตโยต้าอย่างต่อเนื่อง"
นายศุภกร กล่าวเพิ่มเติมว่า โตโยต้า ยังคงรักษาความเป็นผู้นำได้อย่างแข็งแกร่งในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ 33.29% โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฮบริดที่มียอดขายในประเทศประมาณ 42,000 คัน เติบโตขึ้น 13% นำโดยรถยนต์ยอดนิยมรุ่น Yaris Cross และ Corolla Cross ซึ่งรถยนต์ไฮบริดที่ผลิตในประเทศมีสัดส่วนการใช้อะไหล่และชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) เฉลี่ยสูงถึงประมาณ 70%
ตลาดรวมในกลุ่ม Pure Pick up ปรับตัวดีขึ้น โดย Toyota Hilux สามารถคงครองตำแหน่งผู้นำด้วยยอดขายเฉลี่ย 6,150 คันต่อเดือน นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา นอกจากนี้กลุ่ม Eco Segment ยังแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง มียอดขายเติบโตขึ้นจากปีที่แล้วถึง 20.35% โดย Yaris ATIV ทำยอดขายสูงสุดในกลุ่มนี้ของโตโยต้า ทำยอดขายเฉลี่ยสูงถึง 5,840 คันต่อเดือน ในช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคมที่ผ่านมา เช่นเดียวกับกลุ่มรถ SUV ที่เติบโตขึ้น 2.00% นำด้วยผลิตภัณฑ์หลักอย่าง Yaris Cross ที่ทำยอดขายเฉลี่ย 2,785 คันต่อเดือน และ Corolla Cross ที่ทำยอดขายเฉลี่ย 1,380 คันต่อเดือน นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
“ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การตอบรับผลิตภัณฑ์ของโตโยต้าเป็นอย่างดี นอกจากเรื่องผลิตภัณฑ์รถยนต์ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเสมอมา ในส่วนของผลิตภัณฑ์ด้านบริการหลังการขาย ปัจจุบันยังประสบความสำเร็จได้รับความไว้วางใจ ด้วยโปรแกรม TOYOTA SMART PLAN มียอดขายสะสม ระหว่างเดือนมกราคม 2568 ถึง เดือนกรกฎาคม 2569 ถึง 26,751 แพ็ก สะท้อนถึงความเชี่อมั่น ความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้กับผลิตภัณฑ์และบริการของโตโยต้าเป็นอย่างดีเสมอมา"
ยอดขายรถ ก.ค. 69 พุ่ง 20% BEV โตแรง แต่อุ้มนำเข้า หวั่นกระทบผลิตในไทย
อย่างไรก็ดีแม้ยอดขายรถยนต์ในภาพรวมจะเติบโต โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าที่ยอดพุ่ง แต่เมื่อหันกลับมาดูรถยนต์ในเซกเมนต์อื่นๆโดยเฉพาะรถกระบะนั้นยอดขายร่วงต่อเนื่อง ล่าสุดนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์เดือนกรกฎาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 59,196 คัน เพิ่มขึ้น 20.07 %
ยอดขายเพิ่มขึ้นเพราะรถยนต์ไฟฟ้า(BEV) ขายได้ 20,989 คัน เพิ่มขึ้น 122.08 % มีสัดส่วนคิดเป็น 35.46 % ของยอดขายทั้งหมด ในขณะที่รถยนต์นั่งสันดาปภายในขายได้แค่ 7,654 คัน ลดลง 34.58 % คิดเป็นสัดส่วน12.76 % ของยอดขายทั้งหมด โดยปัจจัยที่มีผลทำให้ยอดขายรถไฟฟ้าเติบโตมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ขณะที่รถกระบะบรรทุกยอดขายลดลง 16.22 % จากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ที่มีรายงานว่าสินเชื่อรถยนต์หดตัว 7.8 %
นายสุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่น่ากังวลเมื่อมองจากยอดขายรถยนต์เจ็ดเดือนแรกของปีที่มีจำนวน 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39 % นั้น เป็นการขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าถึง 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39 %แต่ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศมีเพียง 46,924 คัน เท่ากับ 37.42 % ของขาย เป็นการขายของรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าถึง 62.58 % จึงมีการเรียกร้องให้มีการพิจารณาในเรื่องภาษีที่อาจจะไม่เป็นธรรมกับรถยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทยซึ่งมีการจ้างแรงงานคนไทย และใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศซึ่งทำให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตกลับต้องเสียเปรียบรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า จึงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรมกับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ
อีกข้อที่น่ากังวลคือยอดขายรถกระบะที่ยังคงขายลดลงเหลือเพียงหนึ่งหมื่นกว่าคันจากที่เคยขายเดือนสามหมื่นกว่าคัน ลดลงถึงกว่า 60% เพราะความเข้มงวดของสถาบันการเงินจากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำมาตลอดหลายไตรมาส ไตรมาสสองของปีนี้เติบโต 1.9% ลดลงจากไตรมาสหนึ่งที่เติบโต 2.8 %
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ยอดขายรถกระบะซึ่งใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศถึง 90 % ลดลงส่งผลกระทบถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์กระบะและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในซัพพลายเชนของรถกระบะลดลงด้วย ส่งผลถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของประเทศลดลงหรือขยายตัวในอัตราต่ำในบางเดือน ใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60 % ของกำลังการผลิตทั้งหมด รถกระบะเป็นโปรดักแชมเปี้ยนของประเทศไทยที่ย้ายจากฐานผลิตในประเทศญี่ปุ่นมาผลิตในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อนเพื่อส่งออกไปกว่า120 ประเทศ และเพื่อขาย ในประเทศ เมื่อยอดผลิตลดลงถึงสองในสาม ผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชนจำนวนมากได้รับความเดือนร้อนจนผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายต้องเลิกกิจการไปหรือย้ายการลงทุนไปประเทศอื่น
จากกรณีดังกล่าวทำให้กกร.เคยเสนอเมื่อสองปีก่อนให้รัฐบาลตั้งกองทุนเข้าค้ำประกันกับสถาบันการเงินในผลขาดทุนรถยึดตามจริงแต่ไม่เกินคันละห้าหมื่นบาทโดยมีเงื่อนไขให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อรถกระบะมากขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มยอดขายและยอดผลิตรถกระบะให้มากขึ้น เพื่อให้แรงงานในซัพพลายเชนทั้งหลายมีงานทำมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศแข็งแรงขึ้น สามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าต่าง ๆ มากขึ้น รวมทั้งชำระหนี้ครัวเรือนได้มากขึ้น เกิดการลงทุนการจ้างงานเพิ่มขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น นำไปพัฒนาประเทศไปลงทุนให้ประชาชนมีมาตรฐานชีวิตดีขึ้น
"เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นเติบโตในอัตราสูงขึ้นย่อมดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและคนไทยเข้ามาลงทุน วนเวียนเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจเติบโตในอัตราสูงยิ่งๆขึ้น เมื่อผู้ผลิตผู้ลงทุนผลิตได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น มีกำไร มีสภาพคล่องดี ไม่ขาดทุน เป็นการดึงดูดผู้ผลิตเดิมให้คงอยู่และลงทุนในประเทศไทยต่อไปด้วย ไม่ต้องกังวลว่าประเทศไหนจะมาชวนให้ย้ายฐานการผลิตไป ทำเศรษฐกิจให้เติบโตในอัตราเท่าเทียมหรือสูงกว่าประเทศอื่นคือพลังการดึงดูดที่มีอำนาจมากที่สุดต่อการลงทุนจากต่างประเทศและคนไทย"







