
ส่งออกรถยนต์วูบ 3.45% หวั่นชิ้นส่วนขึ้นราคา-กำลังซื้ออ่อนแอ ฉุดกำลังผลิต
การส่งออกรถยนต์ 4 เดือนแรกของปี (ม.ค. - เม.ษ.69) ลดลง 3.45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกกันของปีที่แล้ว หวั่นซัพพลายเออร์ขอขึ้นราคา บวกกับภาวะกำลังซื้อที่อ่อนแอ จะฉุดกำลังผลิตรถยนต์รวมในปีนี้
KEY
POINTS
- ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ลดลง 3.45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- มีความกังวลว่าการปรับขึ้นราคาชิ้นส่วนยานยนต์จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบต่อยอดขายและกำลังการผลิต
- กำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศที่อ่อนแอลงจากการลงทุน และการจ้างงานที่น่ากังวล เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่อาจฉุดการผลิตรถยนต์
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รายงาน ยอดผลิต ยอดขาย และการส่งออกรถยนต์ช่วงเดือนมกราคม - เมษายน 2569
ส่วนยอดผลิตรถยนต์ 4 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค. - เม.ษ.69) รวม 473,545 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 4% โดยผลิตเพื่อส่งออก 316,605 คัน (66.86% ของยอดผลิตทั้งหมด) เพิ่มขึ้น 4.56% ผลิตเพื่อขายในประเทศ 156,940 คัน (33.14% ของยอดผลิตทั้งหมด) เพิ่มขึ้น 2.90%
ในจำนวนนี้เป็นการผลิตรถยนต์นั่ง 156,599 คัน ลดลง1.83% รถกระบะ 1 ตัน 311,290 คัน เพิ่มขึ้น 6.35%
ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 280,184 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 3.45% และมูลค่าการส่งออกรถยนต์รวม (เครื่องยนต์และชิ้นส่วน) 267,903 ล้านบาท ลดลง 6.16%%
การส่งออกรถกระบะ 176,415 คัน ลดลง 5.88% (ซึ่งรวมถึงรถกระบะ BEV จำนวน 155 คัน) และรถยนต์นั่ง แบ่งเป็น HEV 27,759 คัน เพิ่มขึ้น 62.90% ICE: 25,159 คัน ลดลง 39.66% และ BEV 7,156 คัน เพิ่มขึ้น 984.24%
สำหรับยอดขายรถยนต์ในประเทศ มกราคม - เมษายน 2569 รวม 230,477 คัน เพิ่มขึ้น 15.02% แบ่งเป็นรถกระบะ 48,324 คัน ลดลง 5.84% รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ 157,099 คัน เพิ่มขึ้น 23.91% ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า BEV 64,109 คัน เพิ่มขึ้น 90.61% และรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด 51,434 คัน เพิ่มขึ้น 24.76%
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนเมษายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 48,394 คัน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ถึง 19.16% และเพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายนปีที่แล้ว 2.54%
ขณะที่การลงทุนและการจ้างงานยังน่ากังวล ส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนอ่อนแอ เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า
อย่างไรก็ตาม จากการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศไตรมาสหนึ่งปี2569 ที่ 2.8% และการลงทุนที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอนุมัติโครงการต่าง ๆ ไปอาจช่วยสร้างงานสร้างเศรษฐกิจของประเทศเติบโตในอัตราสูงขึ้นหากได้ลงทุนในปีนี้ รวมทั้งการกู้เงินสี่แสนล้านบาทของรัฐบาลที่จะลดการนำเข้าพลังงานและเพิ่มการลงทุนที่จะเพิ่มการจ้างงานในประเทศไทยด้วย
ปัจจัยลบที่น่ากังวลมากคือ การขอปรับราคาขึ้นของชิ้นส่วนต่างๆ โดยอ้างสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งจะซ้ำเติมต่อยอดขายและยอดผลิตรถยนต์ให้ลดลงด้วย







