
นิสสัน ฮอนด้า มาสด้า ฝากอนาคต “จีน” ต่อลมหายใจอุตฯยานยนต์ยุคใหม่
ค่ายรถญี่ปุ่น ยอมรับว่าปัจจุบันไม่สามารถแข่งขันด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า EV ซอฟต์แวร์ และต้นทุนการผลิตกับบริษัทรถยนต์จีนได้ โดยวางแผนปรับธุรกิจให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในจีนพร้อมผลักดันเป็นศูนย์กลางการส่งออก และฟื้นผลกำไรในระยะยาว
KEY
POINTS
- ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น นิสสัน ฮอนด้า และมาสด้า หันมาพึ่งพาจีน เพื่อเป็นฐานหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจในยุคยานยนต์ไฟฟ้า
- แต่ละบริษัทใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกัน เช่น นิสสันใช้นโยบาย "China-first" เพื่อพัฒนานวัตกรรม ส่วนมาสด้าร่วมมือกับฉางอาน เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปทั่วโลก
- สาเหตุที่ต้องพึ่งพาจีน เพราะจีนเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ ซึ่งมีกระบวนการพัฒนาและผลิตที่รวดเร็ว และมีต้นทุนที่ต่ำกว่า
อุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนขั้ว กลายเป็นบรรดาบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น ต่างฝากความหวังใหม่ไว้กับฐานธุรกิจจีน หลังจากเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และงาน Auto China 2026 ที่กรุงปักกิ่ง (24 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569) ถือเป็นการแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์จีน ได้เป็นอย่างดี
ตลาดรถยนต์อันดับหนึ่งของโลก ยอดขายระดับ 30 ล้านคัน/ปี ขณะที่งาน Auto China 2026 หรือปักกิ่ง ออโต้โชว์ ที่สลับปีกันจัดกับเซี่ยงไฮ้ ขึ้นแท่นเป็นงานแสดงรถยนต์นานาชาติที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก ทั้งในเชิงพื้นที่ 380,000 ตารางเมตร ระดมรถยนต์กว่า 1,400 คัน มีรถใหม่เปิดตัว 181 รุ่น คอนเซปต์คาร์อีก 71 รุ่น
นับตั้งแต่ปี 2020 จนถึงปัจจุบัน จีน แสดงถึงความก้าวหน้าด้านโปรดักต์ เทคโนโลยียานยนต์ และการพัฒนาระบบซัพพลายเชนอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ มาจากการสนับสนุนจากรัฐบาลในทุกมิติ
เมื่อโฉมหน้าอุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนไป บรรดาค่ายญี่ปุ่นที่ใช้แผนงานเดิมๆ ตำราเล่มเก่ามานาน กว่าจะรู้สึกตัวอีกที ก็เสียความสามารถในการแข่งขันไปแล้ว อย่าง ฮอนด้า นิสสัน มาสด้า ต่างยอมรับในประเด็นนี้ และเตรียมขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ โดยมี “จีน” เป็นเสาหลัก
อีวาน เอสปิโนซา ประธาน และซีอีโอ นิสสัน มอเตอร์ เปิดเผยว่า ภายใต้วิสัยทัศน์ China-first ของนิสสัน จีนไม่เพียงแต่เป็นตลาดภายในประเทศที่มีการแข่งขันสูง แต่ยังเป็นแหล่งนวัตกรรมที่ช่วยสร้างคุณค่าและประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าในจีนและในตลาดโลก โดยบริษัทฯวางแผนเปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เพิ่มอีก 3 รุ่นในประเทศจีน ภายในหนึ่งปีนี้
“จีนเป็นตลาดที่แข็งแกร่ง เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและการส่งออกระดับโลก นิสสันหวังใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและความรวดเร็วของจีนในการพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมทำผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้ในอนาคต” นายเอสปิโนซา กล่าว
เช่นเดียวกับ มาสด้า ประกาศยกระดับจีน สู่การเป็นศูนย์กลางหลักของยุทธศาสตร์รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี การผลิต และการส่งออกไปทั่วโลก ภายใต้ความร่วมมือกับ ฉางอาน บริษัทที่ควบคุมโดยรัฐบาลกลาง
มาสด้า เตรียมลงทุนเพิ่มอีก 48,000 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายภายในปี 2027 ยอดขายกว่า 90% ในจีน จะมาจากรถพลังงานใหม่ หรือ NEV ครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า EV ปลั๊กอินไฮบริด PHEV และอีวีแบบขยายระยะทางวิ่ง REEV หวังเพิ่มยอดขายให้ถึงระดับ 300,000 คันต่อปี
โดยโรงงานฉางอาน-มาสด้า ในหนานจิง จะเป็นศูนย์ผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกไปยังยุโรป ออสเตรเลีย และตลาดอื่นๆ ซึ่งประเทศไทย นำเข้า Mazda 6e มาเปิดตัวแล้ว และปลายปีนี้จะมีเอสยูวี Mazda CX-6e อีกหนึ่งรุ่น
แน่นอนว่ามาสด้า จำเป็นต้องพึ่งพาจีนอย่างจริงจัง เพราะยังไม่มีแพลตฟอร์ม EV ของตนเองที่พร้อมแข่งขันในตลาดโลกได้ ซึ่งการใช้เทคโนโลยีของฉางอาน ถือเป็นทางลัดสำคัญที่ช่วยให้มาสด้า เข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าได้เร็วขึ้น ด้วยต้นทุนที่ถูกลง
ขณะที่ ฮอนด้า มอเตอร์ โดยซีอีโอ “โทชิฮิโระ มิเบะ” เคยออกมายอมรับว่า ฮอนด้าเพลี่ยงพล้ำจีนในเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า EV ไม่มีทางสู้เรื่องต้นทุนได้เลย แต่ตอนนี้กำลังพัฒนาเทคโนโลยีอยู่ และคิดว่ามีโอกาสเอาคืน
สำนักข่าวนิกเคอิ รายงานว่า บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จีน สามารถพัฒนารถรุ่นใหม่ได้ภายในประมาณ 18–24 เดือน ซึ่งใช้เวลาเพียงครึ่งเดียวของผู้ผลิตญี่ปุ่น ทั้งยังนำหน้าในด้านประสิทธิภาพการผลิต และระบบอัตโนมัติ ขณะที่ฮอนด้ากำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและเผชิญยอดขายที่ชะลอตัว
สำหรับฮอนด้าปี 2025 มียอดขายในจีน 6.4 แสนคัน ลดลง 24% เมื่อเทียบกับปี 2024 เป็นตัวเลขที่ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ขณะที่นิสสัน ยอดขายลดลง 6% ส่วนโตโยต้า เพิ่งจะมียอดขายในจีนเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี







