
‘อุตตม’จัดหนักแสนล้านอุ้มเอสเอ็มอี1แสนราย
คลังเตรียมเสนอครม. 7 ม.ค. ไฟเขียวอุ้มเอสเอ็ม 1 แสนราย คาดใช้วงเงิน 1 แสนล้านบาท เสริมสภาพคล่อง ด้านบสย. เสนอแผนจัดชั้นหนี้เอสเอ็มอี 3 กลุ่ม ก่อนปรับโครงหน้าหนี้ เชื่อแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น
ภาพรวมเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอลง ทำให้สัญญาณการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะหนี้ของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และผู้มีรายได้น้อย ซึ่งก่อนหน้า นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ออกมาระบุว่า สัญญาณการเริ่มผิดนัดชำระหนี้ของลูกค้าเพิ่มสูงขึ้น แม้จะยังไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) แต่ก็เป็นหนี้ที่ต้องจับตาพิเศษ (SM) ทำให้ต้องรีบบริหารจัดการดูแล เพื่อไม่ให้หนี้ที่ยังเป็น SM ตกชั้นไปเป็นหนี้เอ็นพีแอล
ขณะที่นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เองก็ออกมาบอกว่า ปีนี้ธปท.จะเน้นปรับปรุงโครงสร้างหนี้เชิงรุกทั้งรายบุคคลและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะยังมีหนี้เกือบ 4 หมื่นล้านบาทที่ถูกฟ้องว่า ผิดนัดชำระหนี้ที่ต้องเร่งหารือกับสมาคมธนาคารไทย (TBA) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่ปล่อยสินเชื่อผ่านการคํ้าประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.)
ล่าสุดนายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สศค.ได้สรุปแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงตามนโยบายของนายสมคิดจาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยจะเป็นการช่วย
เอสเอ็มอีแบบครบวงจร ทั้งเอสเอ็มอีที่เป็นปกติ เอสเอ็มอีที่เริ่มจะป่วย และที่ป่วยอยู่ตอนนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลดีกับเอสเอ็มอีทั้งระบบ และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมด้วย
ขณะที่นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า วันที่ 7 มกราคม กระทรวงการคลังจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณามาตรการเสริมแกร่งเอสเอ็มอี เพิ่มทุนสร้างไทยเข้าถึงแหล่งทุนแบบเป็นแพ็กเกจ โดยเชื่อว่า จะสามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้กว่า 100,000 ราย ซึ่งยืนยันว่า จะไม่ใช้เม็ดเงินงบประมาณในการดำเนินการ แต่จะใช้วงเงินสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และธนาคารพาณิชย์ รวมถึงจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รวมวงเงินกว่า 100,000 ล้านบาท
“มาตรการที่ออกมาจะส่งผลต่อสภาพคล่องให้เอสเอ็มอีมากขึ้น ซึ่งจะมีผลดีต่อเศรษฐกิจไทยช่วงแรกปีนี้ให้เดินหน้าต่อไปได้และมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยปี 2563 จะขยายตัวได้มากกว่าปีที่ผ่านมาหรือประมาณ 2.8-3%”
สำหรับแพ็กเกจดูแลเอสเอ็มอีจะประกอบด้วย 3 กลุ่ม 1.กลุ่มที่มีอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่ยังไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่มีประมาณ 50,000 ราย โดยกลุ่มนี้จะให้บสย. เพิ่มวงเงินคํ้าประกันสินเชื่อจากปัจจุบันที่ 30% แต่จะไม่ถึง 50% ตามข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทย โดยคาดว่า จะทำให้มีสินเชื่อเพิ่มขึ้นในระบบ 1.5 เท่า และจะใช้วงเงินจากกองทุนสสว.ในการดำเนินโครงการ 3,000-5,000 ล้านบาท 2.กลุ่มที่เป็นเอ็นพีแอล แต่อยู่กับธนาคารพาณิชย์และใช้บริการกับบสย. ซึ่งกำลังจะถูกดำเนินการฟ้องร้องที่มีประมาณ 20,000 ราย จะปรับเงื่อนไขให้บสย. ไม่ทำการฟ้องร้อง และให้สถาบันการเงินปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ให้แล้วเสร็จ ซึ่งจะสามารถเพิ่มระยะเวลาการปรับโครงการหนี้ได้จาก 5 ปี เป็น 7 ปี และจะทำให้สถาบันการเงินเพิ่มวงเงินสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น
“มาตรการนี้ บสย.ไม่จำเป็นต้องปรับแก้ไขกฎหมาย แต่เพียงปรับวิธีการปฏิบัติให้ บสย.สามารถจ่ายเงินคํ้าประกันให้กับแบงก์ที่มีหนี้เสียได้เลยก่อนที่จะทำการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งจะทำให้แบงก์มีเงินทุนหมุนเวียนในการปล่อยสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้น แตกต่างจากเดิมที่จะต้องทำการฟ้องร้องก่อน แบงก์ถึงจะได้เงินจาก บสย.” นายอุตตม กล่าว
ส่วนกลุ่มที่ 3กลุ่มเอสเอ็มอีปกติที่ต้องการสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น มีประมาณ 30,000 ราย จะให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ วงเงินรวม 60,000 ล้านบาท และธนาคารออมสินอีก 40,000 ล้านบาท
รักษ์ วรกิจโภคาทร
ด้านนายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บสย.จะมีการแบ่งชั้นหนี้ของลูกหนี้เอสเอ็มอีีออกเป็น 3 ชั้นคือ ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงตํ่า ปานกลาง และความเสี่ยงสูง เพื่อปรับโครงสร้างหนี้แต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม ซึ่งปัจจุบันมีลูกหนี้ 300,000 ราย โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงการเป็นหนี้เสียสูงและต้องได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วนมีประมาณ 50,000-60,000 ราย ด้วยกัน
“เชื่อว่าแนวทางแบบนี้ จะทำให้เห็นภาพชัดเจนในการแก้ไขปัญหาของเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาอยู่ขณะนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ต้องรอให้สรุปอย่างเป็นทางการก่อนว่าเป็นอย่างไร ทั้งจำนวนเอสเอ็มอีที่ช่วยได้ เม็ดเงินงบประมาณที่ใช้ และแนวทางการดำเนินงานต่างๆ” นายรักษ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่สมาคมธนาคารไทยได้ยื่นเงื่อนไขขอให้บสย. เข้ามาช่วยคํ้าประกันรับความเสี่ยงเอสเอ็มอีให้มากกว่าเดิม จากปัจจุบันที่รับความเสี่ยงเพียง 30% เป็น 50% นั้น นายรักษ์ มองว่า เป็นตัวเลขที่สูงเกินไป บสย.จึงไม่สามารถดำเนินการตามที่ขอได้ เพราะเหมือนเป็นการช่วยเหลือธนาคารมากกว่าเอสเอ็มอี ประกอบกับเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณให้เหมาะสมด้วย
หน้า19-20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,537 วันที่ 5 - 8 มกราคม พ.ศ. 2563






