thansettakij
thansettakij
กางแผนปี63เกียรตินาคินภาคธนาคารยังเหนื่อย

กางแผนปี63เกียรตินาคินภาคธนาคารยังเหนื่อย

04 ม.ค. 63 | 03:17 น.
อัปเดตล่าสุด :08 เม.ย. 64 | 18:06 น.

โลกที่ก้าวไว การทำธุรกิจต้องตามให้ทัน โดยเฉพาะธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ปรับเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด เพื่อให้ทันเทคโนโลยีและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการพัฒนาแอพพลิเคชันให้บริการผ่าน Mobile Banking เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา

นายอนุชิต อนุชิตานุกูล ประธานสายพัฒนาระบบงานช่องทางขายและผลิตภัณฑ์ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด(มหาชน)และที่ปรึกษาคณะกรรมการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (NDID) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คุ้นเคยกับการชำระเงินออนไลน์ (Payment Online) มากขึ้น ซึ่งถ้ามองในแง่อี-คอมเมิร์ซ ผู้ประกอบการที่อยู่นอกกฎหมายไทยจะได้เปรียบกว่าผู้ประกอบการในประเทศ ซึ่งยังติดตรวนอยู่บนกฎหมาย แต่ในแง่การชำระเงิน ธนาคารพาณิชย์ก็ยังคงอยู่ โดยสามารถโอนเงินได้ Real Time ในราคาศูนย์บาท ถูกที่สุดในปัจจุบัน

กางแผนปี63เกียรตินาคินภาคธนาคารยังเหนื่อย

อนุชิต อนุชิตานุกูล

สำหรับ ธนาคารเกียรตินาคิน ซึ่งเพิ่งเริ่มทำตลาด e-Marketplace ทั้งรถยนต์ ที่อยู่อาศัยหรือ สินทรัพย์รอการขาย(NPA)รวมถึงคู่ค้าที่เกี่ยวโยงกับธุรกิจของธนาคารไม่ว่าดีลเลอร์ เต็นท์เพื่อให้มี Outlet ในการขายมากขึ้น ซึ่งธนาคารจะมีระบบบริหารจัดการและมี Call Center คอยประสาน เพราะงานสินเชื่อทุกวันนี้ เข้ามาทางออนไลน์ เว็บไซต์ Facebook หรือผ่านคอลเซ็นเตอร์ จึงพยายามพัฒนาช่องทางนี้ เพื่อรองรับลูกค้า ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าดูยอดสินเชื่อสมํ่าเสมอ(Active) ผ่านแอพพลิเคชัน KK e-Banking กว่า 3 หมื่นรายจากฐานลูกค้ากว่าล้านราย

 

ส่วนแนวโน้มตลาดสินเชื่อรายย่อยปี 2563 นายอนุชิตบอกว่า ด้วยภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่ดี ทำให้ธนาคารในระบบไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ แม้ว่าผู้บริโภคบางส่วนยังต้องการสินเชื่อก็ตาม ซึ่งภาพรวมการแข่งขันจะเหลือพื้นที่ปล่อยสินเชื่อได้เฉพาะ
กลุ่มลูกค้าดีหรือกลุ่มลูกค้าเดิมที่รีไฟแนนซ์ไปมา แต่สำหรับ
เกียรตินาคินแล้ว ปัญหาน้อย เพราะเลือกทำเฉพาะบางจุด เช่น ขยายตลาดเล็ก ซึ่งต่อไปสินเชื่อจะนำเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์เข้ามา และทำ e-Marketplace ต่อเนื่อง เพื่อสร้างฐานข้อมูลจากลูกค้าและคู่ค้าด้วย

“ปีนี้ปัญหาเศรษฐกิจก็เหนื่อย ปัญหาแบงก์ภาพรวมต้องปรับตัว โดยเฉพาะการปรับลดต้นทุนลงและทำให้เกิดประสิทธิภาพ เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปใช้อิเล็กทรอนิกส์ แบงก์ต้องลงทุนระบบมากขึ้นจึงต้องไปลดต้นทุนอื่นๆลง เพราะถ้าลดต้นทุนเดิมไม่ได้ ก็ไม่ช่วยอะไร แถมยังต้องลงทุนทั้งระบบและคอมพิวเตอร์เพิ่มจะกลายเป็น 2 ทาง ขณะที่แนวโน้มความปลอดภัยด้านไซเบอร์จะเป็นอุปสรรคในการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะทุกคนต้องการที่จะลงทุนเทคโนโลยี แต่ขาดบุคลากรที่ทำหน้าที่บริหารจัดการหรือหาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ยาก”

 

สำหรับปลายทางของประเทศไทยภายใต้ Digital economy นั้นมีความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน 6 ด้านคือ 1. ระบบการชำระเงิน(Payment) การพิสูจน์และยืนยันตัวตน(Digital ID) 2. ศูนย์รวมข้อมูลขนาดใหญ่(Data Bureau) 3. โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและบริการที่ใช้ระบุตำแหน่ง (Logistics Location Base)
4. เครือข่าย (Network) 5. ระบบความปลอดภัย (Security) และ 6. ข้อมูลการซื้อการขาย (Trading platform)

ส่วนปัญหาของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ที่เข้าถึงแหล่งทุนยากนั้น หากจะทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายต้องผลักดันให้มีฐานข้อมูลและเชื่อมฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง(Financial Economics Data Bureua) เช่น กรมสรรพากร กระทรวงพาณิชย์ และเครดิตบูโร รวมทั้งทำให้ข้อมูลการค้าขาย รายได้ทั้งหมดอยู่บนแพลตฟอร์ม(Trading Platform ) และทำ
ฐานข้อมูลระบบหลักประกัน (Collateral)ให้มีประสิทธิภาพ แต่ทุกนโยบายออกมามุ่งแต่เรื่องปล่อยสินเชื่อ พยายามให้ปล่อยกู้ง่าย แต่ทำให้เรื่องเก็บหนี้ยากขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาผิดข้าง

“ปัญหาเอสเอ็มอีคือ ไม่มีข้อมูลพอ ซึ่งถ้าไม่เก็บข้อมูลและทำให้ฐานข้อมูลลิงก์กันอย่างมีประสิทธิภาพ สุดท้ายคนดีจะเสียประโยชน์ เพราะกลายเป็นเน้นช่วยคนที่หนีหนี้ แต่เมืองไทยแยกคนดีไม่ออก อย่างเรื่อง Cashless Society เราไม่มีปัญหาเรื่องระบบ แต่เป็นปัญหาคนไทยเลี่ยงภาษีหรือไม่”

 

หน้า19-20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,537 วันที่ 5 - 8 มกราคม พ.ศ. 2563