
"ฮาร์ลีย์ เดวิดสัน"เพิ่มCKD ลดราคา6แสน-ยอดขายแซง"ไทรอัมพ์"
ค่ายอเมริกัน “ฮาร์ลีย์ - เดวิดสัน” ยอดขาย 9 เดือนพุ่ง 1,774 คัน ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในกลุ่มบิ๊กไบค์พรีเมียม พร้อมปรับราคารถกลุ่มทัวริ่งที่เริ่มประกอบในไทยลง 3 - 6 แสนบาท ด้าน “ไทรอัมพ์” ที่ถูกแซงเล็งเปิดตัวโมเดลใหม่ครั้งแรกในเอเชีย-แปซิฟิก ลุ้นปีหน้ารถกลุ่มเครื่องยนต์ 1200 ซีซี ราคาลดลง ด้วยการคิดภาษีสรรพสามิตตามการปล่อยไอเสีย จาก 17% เหลือ 9%
ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมายังคงหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยยอดขายรวมอยู่ที่ 1,327,080 คัน ลดลง 2.9% ส่วนยอดผลิตที่ป้อนทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศทำได้ทั้งสิ้น 1,860,557 คัน ลดลง 3.55% แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 1,456,524 คัน ลดลง 6.47% และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 404,033 คัน เพิ่มขึ้น 8.68%
อย่างไรก็ดี เมื่อเจาะรายเซ็กเมนต์ ในกลุ่มพรีเมียมแบรนด์อันประกอบไปด้วย ไทรอัมพ์, ฮาร์ลีย์- เดวิดสัน, บีเอ็มดับเบิลยู, ดูคาติ ยังเติบโตเล็กน้อย แถมในกลุ่มนี้ยังเกิดปรากฏการณ์วิ่งแรงแซงทางโค้ง เมื่อค่ายฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ขยับขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ด้วยยอดจำหน่าย 9 เดือน 1,774 คัน ทิ้งเบอร์ 2 ที่เคยเป็นผู้นำมาหลายปีอย่างไทรอัมพ์ ที่ทำยอดขายได้ 1,480 คัน
ปัจจัยหลักที่ทำให้ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ก้าวขึ้นมายืนหนึ่งในกลุ่มนี้ มาจากการขึ้นไลน์ประกอบในประเทศไทย ที่มีผลทำให้ราคาจำหน่ายถูกลง ปัจจุบันโรงงานฮาร์ลีย์ - เดวิดสัน ประกอบรถบิ๊กไบค์ 3 ตระกูลรวม 20 รุ่น ได้แก่ สปอร์ตสเตอร์, ซอฟเทล และทัวริ่ง ที่ล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคมรถในตระกูลทัวริ่งได้ปรับราคาลดลง ตั้งแต่ 3.89 แสนบาทในรุ่นอิเล็กตร้า ไกลด์ สแตนดาร์ด ใหม่ เดิมราคา 1.688 ล้านบาท ลดลงเหลือ 1.299 ล้านบาท และรุ่นที่ปรับราคาลงแรงสุดคือ อัลตร้า ลิมิเต็ด เดิมจำหน่าย 2.286 ล้านบาท ราคาปัจจุบันคือ 1.679 ล้านบาท หรือลดลงกว่า 6.07 แสนบาท
“เดิมโรงงานเราประกอบ 14 รุ่น แต่ล่าสุดได้ประกอบทัวริ่งเพิ่ม ทำให้ราคาจำหน่ายของรถในกลุ่มทัวริ่งลดลงตาม เฉลี่ยที่ปรับลดคือ 23 - 27% ส่วนในตระกูลซอฟเทล ปรับราคาขึ้นเพราะเป็นโมเดลเยียร์ปี 2020 ที่เราปรับปรุง ใส่ฟีเจอร์ใหม่ๆเข้ามา” นายธนบดี กุลทล ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน กล่าว
การเปิดตัวรถรุ่นใหม่ พร้อมทั้งราคาจำหน่ายที่ลด(แรง)ถือเป็นการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ More Roads to Harley-Davidson ที่มีเป้าหมายในการเพิ่มฐานลูกค้านักขับขี่ฮาร์ลีย์รุ่นใหม่ เพื่อดึงดูดผู้บริโภคหน้าใหม่ให้เข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้น และช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของผู้จำหน่ายทั่วโลก
เรียกว่าดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่โกลบัลวางไว้ ซึ่งนอกจากเปิดตัวรถใหม่แล้ว แผนงานด้านขยายเครือข่ายในปีนี้จะเพิ่มอีก 1 แห่ง ที่จังหวัดพิษณุโลก และจะทำให้ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน มีจำนวนโชว์รูมและศูนย์บริการทั่วประเทศ 11 แห่งภายในสิ้นปี 2562
ด้านอดีตผู้นำอย่าง “ไทรอัมพ์” อยู่เฉยไม่ได้ เล็งปล่อยทีเด็ดช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ เริ่มตั้งแต่การปรับปรุงเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายพร้อมทั้งโชว์รูมและศูนย์บริการในรูปแบบใหม่ ล่าสุดเตรียมเปิดตัวพันธมิตรใหม่ที่จังหวัดภูเก็ตในวันที่ 9 พฤศจิกายน นี้ ส่วนแผนงานด้านผลิตภัณฑ์จะเปิดตัวรถใหม่เป็นครั้งแรกในเอเชีย-แปซิฟิก พร้อมแคมเปญส่งเสริมการขาย
“ภาพรวมของตลาดบิ๊กไบค์ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ รวมไปถึงความเข้มงวดของไฟแนนซ์ ทำให้ค่ายผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายบิ๊กไบค์ ต้องปรับตัวผ่านกลยุทธ์ตลาดในรูปแบบต่างๆ สำหรับไทรอัมพ์ได้ส่งแคมเปญออกมาต่อเนื่อง เพื่อช่วยดึงลูกค้าให้เกิดการตัดสินใจ รวมไปถึงจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อให้ลูกค้าได้มาสัมผัสกับรถ มีประสบการณ์ร่วม และปลายปีนี้เราจะมีแคมเปญที่คาดว่าจะแรงที่สุดของปี และยังเข้าร่วมงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2019 อีกด้วย” นายจักรพงษ์ ศานติรัตน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าว
ถือเป็นภารกิจของผู้นำ 2 อันดับแรกในกลุ่มพรีเมียม ที่ต้องห้ำหั่นกันเพื่อชิงความเป็นที่ 1 ซึ่งนอกเหนือจากการแข่งขันกันเองแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่จะมีผลต่อตลาดบิ๊กไบค์ในช่วงปลายปีไปจนถึงต้นปี 2563 เพราะกรมสรรพสามิตประกาศนโยบายจัดเก็บภาษีรถจักรยานยนต์รูปแบบใหม่ จากเดิมที่คิดตามขนาดเครื่องยนต์ มาเป็นตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563
นโยบายดังกล่าว มีผลให้ราคาบิ๊กไบค์เปลี่ยนแปลงอีกรอบต้นปี 2563 ซึ่งแหล่งข่าวในวงการบิ๊กไบค์ เปิดเผยว่า มาตรการการคำนวณภาษีแบบใหม่ย่อมส่งผลโดยตรงกับราคาขาย ที่บางรุ่นอาจจะแพงขึ้น แต่บางรุ่นมีโอกาสถูกลง ทั้งนี้ต้องรอดูว่าเจ้าตลาดจะปรับราคาขึ้นหรือไม่ หากเจ้าตลาดไม่ปรับ ผู้เล่นรายอื่นๆคงต้องยืนพื้นราคาเดิมไปก่อน แต่เมื่อไหร่ที่เจ้าตลาดขยับ ค่ายอื่นก็ต้องตาม
“เชื่อว่าบางค่ายจะปรับราคาขึ้นหลักแสน เพราะเดิมเสียในอัตราภาษี 8% แต่เมื่อวัดจากการปล่อย CO2 อยู่ในปริมาณที่สูง ทำให้ต้องจ่ายเต็มเพดาน 18% โดยส่วนมากเป็นรถในกลุ่มแรงม้าสูง ซึ่งเท่าที่เราประเมินเป็นรถจากค่ายญี่ปุ่น ฉะนั้นแนวทางของค่ายญี่ปุ่นในตอนนี้น่าจะเป็นการนำรถเข้ามาไว้ในสต๊อกก่อน เพื่อตรึงราคาเดิม ส่วนกลุ่มที่ได้ประโยชน์น่าจะเป็นไทรอัมพ์ เพราะรถหลายรุ่นส่งออกไปยังยุโรปผ่านมาตรฐานยูโร 4 และปีหน้าจะเป็นยูโร 5 ซึ่งปริมาณการปล่อยค่า CO2 ถือว่าได้เปรียบ ยกตัวอย่างรุ่น บอนเนวิลล์ ที 120 เดิมเสีย 17% หากคิดตามพิกัดใหม่จะเสียเพียง 9 %” แหล่งข่าวกล่าว
หน้า 28-29 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,519 วันที่ 3-6 พฤศจิกายน 2562






