thansettakij
thansettakij
ส.ยานยนต์จี้รัฐทบทวนโครงสร้างภาษีใหม่

ส.ยานยนต์จี้รัฐทบทวนโครงสร้างภาษีใหม่

03 ก.ย. 62 | 04:09 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.ย. 62 | 11:29 น.

 

สถาบันยานยนต์ ยื่น 5 ข้อเสนอเร่งด่วน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ พร้อมตั้งเป้าปี 2030 ผลิตรถ 2.5 ล้านคัน เฉพาะรถอีวี มีสัดส่วน 15 %

นายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน ผู้ทำการแทนผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยว่า สถาบันฯได้ตั้งเป้าหมายของประเทศไทยในปี 2030 จะผลิตรถยนต์ 2.5 ล้านคัน แบ่งออกเป็นยอดส่งออก 1 ล้านคัน และขายในประเทศ 1.5 ล้านคัน และ 15 % ของยอดขายจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และ 60 % จะเป็นรถยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนอัตโนมัติในระดับ 3 (AV LV.3)

ภายใต้เป้าหมายดังกล่าว ทำให้สถาบันฯร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆทำการศึกษาวิจัยถึงทิศทาง​อุตสาหกรรม​ยานยนต์​ของ​ประเทศ​ไทย​ในอนาคต เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการพัฒนา​และ​ส่งเสริม​อุตสาหกรรม​ยานยนต์​ในประเทศ​ โดยการดำเนินงานดังกล่าวได้ใช้ระยะเวลา 1 ปี จนได้ภาพอนาคตของอุตสาหกรรม​ยานยนต์​ไทย​ และเป็นที่มาของบทสรุปและนำเสนอภาใต้ “วิสัยทัศน์ประเทศไทยต่อยานยนต์อนาคต” โดยมีมาตรการเร่งด่วน 5 ข้อ และ 14 ข้อมาตรการต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย

ส.ยานยนต์จี้รัฐทบทวนโครงสร้างภาษีใหม่

 

 

สำหรับ 5 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1.การปฏิรูปโครงสร้างภาษีที่เกี่ยวข้องกับสินค้ายานยนต์ทั้งระบบ ให้สอดคล้องกันภายใต้แนวคิด “สะอาด-ประหยัด-ปลอดภัย” 2.กำหนดสิทธิประโยชน์แก่ผู้บริโภค ทั้งที่เป็นตัวเงินและมิใช่ตัวเงิน เพื่อสร้างตลาด 3.ปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการประจุไฟฟ้า

4.ยกระดับความสามารถการผลิตของผู้ประกอบการปัจจุบัน และการพัฒนาบุคลากร ให้พร้อมสำหรับการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ (Reskill and Upskill) รวมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติมให้ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ได้ 5.เตรียมบุคลากรที่ยังอยู่ในระบบการศึกษา เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (New skill)

ขณะที่มาตรการย่อยอีก 14 ข้อนั้น อาทิ ใช้งานยานยนต์สมัยใหม่ที่ให้บริการสาธารณะในพื้นที่นำร่อง ,กำหนดมาตรฐานยานยนต์สมัยใหม่ และจัดหาเครื่องมือทดสอบ ,ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนายานยนต์ และชิ้นส่วน รวมไปถึงการจัดตั้ง R&D Consortiums เพื่อพัฒนายานยนต์สมัยใหม่ต้นแบบ

นายอดิศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าสถาบันยานยนต์จะนำเสนอผลงานดังกล่าวต่อสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐที่สนใจ เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมยานยนต์สมัยใหม่อย่างเต็มรูปแบบให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์สมัยใหม่ หรือ “Smart Mobility” และก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงชั้นนำของภูมิภาคต่อไป

ส.ยานยนต์จี้รัฐทบทวนโครงสร้างภาษีใหม่

 

“การปรับโครงสร้างภาษีเป็นเรื่องที่เร่งด่วนมาก เพราะปัจจุบันเราจะเห็นว่าภาษีมีความลักลั่นกันหลายตัว ยกตัวอย่างรถเก่ายิ่งต่อภาษียิ่งราคาถูก ทั้งๆที่รถเก่านั้นมีการปล่อยมลพิษที่สูงกว่ารถรุ่นใหม่ๆ หรือแม้แต่การจัดเก็บภาษีของรถไฮบริด หรือ ปลั๊ก – อิน ไฮบริด ก็เสียเท่ากัน ทั้งๆที่การปล่อยค่าไอเสียอาจจะไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงมองว่าต้องแก้ตรงนี้ก่อน”

นายอดิศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี ค.ศ. 2030 มูลค่าของธุรกิจการผลิตยานยนต์ และบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยานยนต์สมัยใหม่ทั่วโลกจะมีมูลค่ารวมถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้นประเทศไทยควรเร่งพัฒนาตนเอง เพื่อช่วงชิงรายได้มหาศาลดังกล่าวเข้าประเทศให้ได้มากที่สุด ซึ่งความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายที่เหมาะสมและความร่วมมืออย่างแนบแน่นของทุกภาคส่วน

ด้านนายธนวัฒน์ คุ้มสิน รองผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยว่า ต้องการให้ไทยมีคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งชาติ ที่จะคอยดูแล และพากันขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

“อุตสาหกรรมยานยนต์อยู่มากว่า 60 ปีแล้ว ผ่านมาหลายวิกฤต จนทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีดิสรับชันที่เข้ามา หากเราไม่มีการขยับตัวเราจะไม่มีอะไรเหลือ ดังนั้นต้องเร่งสร้างนวัตกรรมเพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของเราไปต่อได้”